“อัศวินมืด” เราทุกคนล้วนคดโกง

Home / วิจารณ์หนัง / “อัศวินมืด” เราทุกคนล้วนคดโกง

ถ้ามีใครสักคนบอกว่าในบรรดาหนังซุปเปอร์ฮีโร่นั้น หนังอย่าง Spiderman ของ แซม ไรมี่ นั้นทำให้หนังซุปเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่หนังประเภทระเบิดภูเขาเผากระท่อม โชว์เอฟเฟ็คต์เรื่อยเปื่อยแบบที่เคยเป็นมาอีกต่อไป แต่สามารถมีส่วนผสมของความดราม่าลงไปได้ด้วย The Dark Knight ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็จะเป็นหนังที่ทะลุออกจากกรอบของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ไปไกลโขจนไม่ต้องหวังว่าหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องไหนจะตามมาถึง

ธรรมดาๆ หนังซุปเปอร์ฮีโร่นั้นไม่ว่าตัวร้ายหรือพระเอกก็มักจะเกิดมาจากสารเคมีอุบัติเหตุ หรือการกลายพันธุ์ จนมีพลังพิเศษแต่ในแบทแมนโดยเฉพาะภาคนี้ ตัวละครทุกตัวล้วนเกิดมาจากสภาพภายในจิตใจของตัวเอง ไม่ใช่พลังพิเศษหรือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ แต่เป็นความวิปลาศ และความบกพร่องในความเป็นมนุษย์ ที่ซ่อนตัวอยู่ลับๆ ในใจ ที่ปะทุออกมาเมื่อถูกกระตุ้น

หลังจากภาคที่แล้วที่เล่าที่มาที่ไปของ บรูซ เวนย์ เศรษฐีหนุ่ม ตัดสินใจจองเวรเหล่าอาชญากรในก็อตแธมซิตี้เมืองที่การคอร์รัปชั่นแพร่หลายไปทุกวงการ โดยการลงมาจัดการด้วยตัวเองในฐานะแบทแมน ด้วยความร่วมมือของ เจมส์ กอร์ดอน ตำรวจตงฉินเพียงไม่กี่คนเท่าที่เหลืออยู่ในเมือง เมื่อมีแบทแมน บรรดาขาใหญ่ในเมืองเลยรวมหัวกันเพื่อหาทางจัดการแบทแมน โดยลงขันกันจ้างอาชญากรลึกลับที่ใช้ชื่อว่าโจ๊กเกอร์

ขณะเดียวกัน บรูซ เวนย์ ในฐานะแบทแมนก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดตลอดไป เมื่อทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทางอย่างที่ควรจะเป็นเขาก็ตั้งใจว่าจะแขวนผ้าคลุมซะที โดยฝากความหวังไว้ที่อัยการหนุ่ม ฮาวี่ย์ เดนท์ ซึ่งออกมาประกาศตัวเป็นศัตรูกับเหล่าอาชญากรอย่างแข็งขัน

เหตุผลหลักที่ บรูซ เวนย์ คิดจะเลิกปราบอาชญากรรมนั้นเป็นเพราะเขารู้ตัวว่าสไตล์แบบตั้งศาลเตี้ย ใช้กำลังและความหวาดกลัวสั่งสอนอาชญากรของแบทแมนไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่ความรุนแรงที่แบทแมนก่อมันแพร่กระจายไปทั่วเมือง มีชาวบ้านที่รู้สึกแบบเขาสวมหน้ากากค้างคาวถือปืนออกไปไล่ส่อง คนร้ายจำนวนไม่น้อย แถมอาชญากรก็เริ่มใช้วิธีที่รุนแรงขึ้นในการก่ออาชญากรรม แทนที่การกระทำของแบทแมนจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกลับทำให้ทุกอย่างแย่ลง

ตัวละครที่เด่นที่สุดภาคนี้คงนีไม่พ้นโจ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นตัวร้ายระดับอภิปรัชญา เพราะไม่ได้ก่ออาชญากรรมด้วยเหตุผลอย่างเงิน ไม่ได้ก่ออาชญากรรมเพราะชอบความรุนแรงหรือความตื่นเต้น (ซึ่งแม้ลึกๆ เจ้าตัวจะยอมรับข้อนี้อยู่) แต่โจ๊กเกอร์ใช้อาชญากรรมในการตั้งคำถาม และเสียดสีสังคมอย่างร้ายกาจ และสนุกสนานอย่างยิ่งเมื่อเห็นแบทแมน พล่านไปทั้งเมือง ตัวอย่างอาชญากรรมของโจ๊กเกอร์ก็อย่างเอาระเบิดไปใส่เรือ คนดี และนักโทษ แล้วส่งรีโมตจุดชนวนของอีกฝ่ายให้ แล้วมานั่งดูว่าคนดี หรือคนเลว ใครจะลงมือกดปุ่มฆ่าใครก่อนกัน

แม้จะไม่ใช่คนขวัญอ่อนแต่ต้องยอมรับว่าแบทแมนภาคนี้จะทำคุณขนลุกเกรียวไปกับความรุนแรง และอาชญากรรมเหี้ยมเกรียมผิดมนุษย์ของโจ๊กเกอร์ ซึ่งพยายามดึงเอาความชั่วร้ายในจิตใจของมนุษย์ออกมา แม้แต่แบทแมนเองคงไม่ใช่แบบอย่างของผู้ผดุงความยุติธรรมในดวงใจใครแน่ๆ เพราะเพื่อปราบโจ๊กเกอร์ แบทแมนก็ล้ำเส้นของความถูกต้องและศีลธรรมออกมาไกลจนจนคนรอบๆ ข้างต้องตั้งคำถาม แม้แต่คนดูเองก็จะรู้สึกไม่ไว้วางใจในบทบาทฮีโร่ของแบทแมน แต่นั่นยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีเลือดเนื้อ มีความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางสูง เส้นแบ่งระหว่างการเป็นคนดีและคนเลวไม่เหลือหรอ เหลือเพียงแต่แนวคิดและความเชื่อของแต่ละคนเท่านั้นซึ่งก็ชี้ชัดไม่ได้ว่าใครผิด (ส่วนเรื่องบ้ามากบ้าน้อยนั้นพอจะแบ่งแยกได้อยู่) เข้าใกล้คอนเซ็ปต์ของแบทแมนในยุคใหม่ที่ แฟรงค์ มิลเลอร์ ผู้วาดการ์ตูนแบทแมนยุคนี้ตีความและเกินออกไปจากที่ บ๊อบ เคน ผู้ให้กำเนิดแบทแมนวางไว้ แต่เป็นการเติมเต็มนำหนักของทั้งเรื่องให้สมบูรณ์

นี่เป็นหนังแบทแมนเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา 7 ภาค ทั้งน่าหวาดกลัวที่สุดด้วย แถมการแสดงของ ฮีท เล็ดเจอร์ ในบทโจ๊กเกอร์นั้นก็เหนือชั้นสุดสุด จนคุณจะไม่นึกว่าใต้เมกอัพนั้นจะเป็นหนุ่มหน้าใสที่เคยเล่นเป็นเคาบอยเกย์ใน Brokeback Mountain เมื่อหลายปีก่อน

“ระวังอย่างเดียวว่าจะอินเกินเหตุเพราะเหตุการณ์ในภาพยนตร์มันช่างตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันเหลือเกิน”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์