หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย

Home / วิจารณ์หนัง / หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย

คอลัมน์ หนังเด่น
กฤษดา


ด้วยเหตุขัดข้องบางประการ (เข้าใจว่าเป็นเหตุขัดข้องที่สำคัญ) ทำให้ “หลวงพี่เท่ง 2” ไม่มีผู้แสดงนำชื่อเท่ง

หรืออาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่าเป็น “หลวงพี่เท่ง” ภาคที่ไม่มีหลวงพี่เท่ง

โดยทางผู้สร้างได้ให้คำอธิบายเอาไว้ในตอนต้นๆ ของหนังว่าหลวงพี่เท่งนั้น ไปไหน (ทราบคำตอบได้จากหนังตัวอย่าง หรือจากการดูหนัง)

ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวนั้น ก็เป็นการอธิบายให้สอดคล้องกับเรื่องราว ไม่ใช่การอธิบายเหตุผลที่แท้จริง (ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่สามารถนำมาแสดงในหนังได้อยู่แล้ว)

การที่ไม่มีหลวงพี่เท่ง ทั้งๆ ที่เป็นหนังชื่อ “หลวงพี่เท่ง 2” อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ อยู่ แต่เมื่อพยายามมองอย่างเข้าใจถึงเหตุขัดข้องบางประการดังกล่าว และชื่อเสียงของ “หลวงพี่เท่ง” ภาคแรกจะให้ไปเป็นชื่ออื่นคงจะลำบาก

นอกจากเรื่องชื่อแล้ว การที่ขาดผู้แสดงนำชื่อเท่งยังส่งผลกระทบต่ออารมณ์ขันในหนังอย่างเห็นได้ชัด

ถึงแม้ว่า โจอี้ บอย เป็นนักแสดงที่มีบุคลิกลักษณะที่สามารถทำให้เกิดอารมณ์ขันได้ และมีลักษณะกับความสามารถเฉพาะ ซึ่งเอื้อต่อการเล่นตลก โดยเฉพาะการเล่นตลกกับภาพลักษณ์ของความเป็นนักร้อง (หรือนักแร็พ) กับความเป็นพระ แต่ต้องยอมรับในแง่การเป็นนักแสดงตลก ยังห่างไกลจากผู้แสดงนำใน “หลวงพี่เท่ง” ภาคแรก
 
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมาเป็นหนังภาค 2 ที่ชื่อ “หลวงพี่เท่ง 2” แต่อารมณ์ขันและความสนุกสนานย่อมลดลงไปไม่น้อย

นอกจากนั้น การที่มีนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงอย่าง เทพ โพธิ์งาม มาแสดง (หรืออาจจะเรียกตามเนื้อเรื่องว่า หลวงพ่อเทพ) ยังทำให้มองเห็นว่ามีบทบาทเท่าๆ (หรืออาจจะมากกว่า) โจอี้ บอย จนทำให้คิดไปว่ากำลังดู “หลวงพี่เท่ง 2” ตอน “หลวงพ่อเทพ”

อย่างไรก็ตาม การได้ โจอี้ บอย มาแสดงนำก็อาจจะมีส่วนในการดึงดูดบางกลุ่มบางช่วงวัยได้เหมือนกัน และอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้

ถ้าจะมองหาอารมณ์ขันที่เข้าท่า และเป็นการเล่นตลกที่ทำให้หัวเราะได้อย่างเต็มที่ ผมพบและจำได้แค่ 1-2 ฉากเท่านั้น
 
หนึ่งในฉากที่ผมรู้สึกว่าตลกมากคือ ฉากที่ผัวเมียโต้เถียงกันเรื่องคนโกนหัว ขณะที่กำลังจะใส่บาตรแล้วมีพระยืนเรียงแถวรออยู่

เห็นแล้วตลก เพราะนึกถึงหลายสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่คนทะเลาะหรือโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วมีคนอื่นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

ที่ผมรู้สึกว่าฉากดังกล่าวตลกมากก็เพราะคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือกลางสถานการณ์การโต้เถียงที่ดุเดือดนั้นเป็นพระ

ส่วนฉากอื่นๆ นั้น (ทั้งในแง่ของการใช้บทสนทนาและการกระทำ) จัดอยู่ในขั้นพอใช้ อย่างเช่น “รถพระทำ” และฉากนำมะพร้าวมาใส่บาตร

ประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าสำคัญเกี่ยวกับ “หลวงพี่เท่ง 2” คือความพยายามที่จะนำเสนอสาระ หรือเนื้อหาที่เป็นประเด็นร่วมสมัย คือเรื่องผลกระทบของการระเบิดหินที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน

อย่างน้อย หนังเรื่องนี้ก็ยังได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะนำเสนอให้เห็นว่า หนังตลกที่เน้นอารมณ์ขันนั้นสามารถที่จะมีประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นแกนหลักของเรื่องได้

แต่มีจุดหนึ่งซึ่งผมคิดว่าทางผู้สร้างพยายามสอดแทรกประเด็นทางสังคมมากเกินพอดี นั่นคือการกำหนดให้ในชุมชนมีคนต่างศาสนามาอยู่ร่วมกัน เผชิญปัญหาร่วมกันและหาทางออกด้วยกัน

ผมว่าตรงนี้ดูจงใจจะให้เป็นหนังส่งเสริมความสามัคคีระหว่างชนในชาติมากกว่า เอาแค่ประเด็นเดียวว่าด้วยเรื่องราวของวัด ชุมชนและผลกระทบจากโรงงานระเบิดหิน ก็น่าจะมีความหนักแน่นชัดเจนเพียงพอ โดยไม่ต้องเข้าไปแตะประเด็นความแตกต่างทางศาสนาให้กลายเป็นส่วนเกิน

และเมื่อการนำเสนอประเด็นที่เป็นสาระยังไม่มีความพอดี ก็เลยมีผลทำให้หนังออกมาเหมือนมีสาระล้นแต่ยังขาดอารมณ์ขันที่เข้าขั้นจำเอาไปเล่าต่อได้


ผู้กำกับฯ บำเรอ ผ่องอินทรีย์
ผู้แสดง อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต, เทพ โพธิ์งาม, บำเรอ ผ่องอินทรีย์

ที่มาจากหนังสือพิมพ์