หลวงพี่เท่ง2 เสียดาย ภาคต่อ

Home / วิจารณ์หนัง / หลวงพี่เท่ง2 เสียดาย ภาคต่อ

เมื่อปีก่อนโน้นนั้น มีหนังตลกแทกธรรมะ สนุกเรื่อง “หลวงพี่เท่ง” ซึ่งส่งให้อย่าง “โน้ต เชิญยิ้ม (บำเรอ ผ่องอินทรีย์)” กลายเป็นผู้กำกับฯ 100 ล้านเป็นเรื่องแรก และกลายเป็นหนังทำเงินม้ามืดของปีนั้น

มาปีนี้ภาคต่อของหลวงพี่เท่งกลับมา พร้อมกับนักแสดงนำใหม่อย่าง “โจอี้ บอย-อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต” เจ้าพ่อฮิพฮอพของเมืองไทยมาในบทของหลวงพี่โจอี้ แทนหลวงพี่เท่ง ซึ่งในเรื่องนั้นออกธุดงไปทิเบต (อันที่จริงแกติดสัญญา) ก็น่าสนใจกว่าภาคที่แล้วขึ้นไปอีก

แต่อันที่จริงหนังไม่ได้สนองตรงนั้นเลย

คนที่เสียเงินเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อาจจะสนใจว่าทำไม หลวงพี่โจอี้ประสบชะตากรรมอะไรเข้า ถึงหนีเข้าไปบวชเป็นพระ แต่ว่าหนังไม่ได้กล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย นอกจากเรื่องแม่และพ่อของหลวงพี่เท่านั้น แล้วทำเป็นลืมๆ ไปเสียด้วยว่า หลวงพี่เป็นนักร้องเพลงฮิพฮอพในช่วงหลัง

การเข้ามาของ โจอี้ บอย แม้จะนำความแข็งแรง (ที่ใครๆ ก็อยากดู) เข้ามาสู่หนัง แต่ตัวหนังกลับไม่รู้ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างไร ตัวบทหนังนั้นอันที่จริงจะหาใครอื่นมาแสดงก็คงไม่ได้ลำบากมากมายนัก เผลอๆ อาจจะตั้งใจเขียนเพื่อให้ “เท่ง เถิดเทิง-พงศ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ” แสดงเสียด้วยซ้ำ

ก็เลยไม่รับกับนักแสดงนำอย่าง โจอี้ บอย ซึ่งมีความซับซ้อนในบุคลิกมากกว่า และอาจจะด้นมุขสดไม่เก่งเท่า

ปัญหาอีกส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือ เป็นเรื่องที่คาบลูกคาบดอกเสี่ยงกรรไกรเซ็นเซอร์ไทยมากๆ เพราะเป็นหนังตลกทะลึ่งตึงตังที่มีพระเป็นตัวเอก ซึ่งอาจจะทำให้ต้องคอยระวังโน่นระวังนี่หาเหตุผลร้อยแปดมารองรับการกระทำในเรื่องที่น่าตกใจคือ นำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นปัญหา อย่างการเล่นเอาล่อเอาเถิดของผู้กำกับฯ ที่นึกสนุกเอาหนังตัวเองแหย่ขาล่อกรรไกร วอบแว่บๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจงใจเกินไปและมากเกินพอดี

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ โน้ต เชิญยิ้ม ดันสะดุดกับดักอันเดียวกันกับที่ทำให้ตลกคนอื่นๆ ของเมืองไทยทำหนังออกมาได้ไม่ดีนั่นก็คือ ความเคยชินของอาชีพตลก ซึ่งมักจะเก่งในการเล่าเหตุการณ์สั้นๆ ให้เป็นเรื่องตลก ได้ดีกว่าเรื่องยาวๆ

แต่พอเป็นหนังเลยหลงๆ ลืมๆ ว่าต้องการจะเล่าเรื่องอะไร และอะไรสำคัญอะไรไม่สำคัญ ไม่แน่ใจว่าประเด็นความขัดแย้งที่หลวงพี่โจอี้ต้องประสบคือ อันไหน อันไหนเป็นเพียงมุขคั่นเวลา

โดยรวมนั้น “หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย” เลยไม่ได้เนื้อได้หนัง ทั้งๆ ที่มีส่วนผสมที่ดีของหนังที่ฮิตมาแล้วและส่วนผสมใหม่ๆ ที่เข้มข้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า หนังเรื่องนี้ไม่ตลก ที่จริงนั้นยังตลกตามประสาเดิมๆ อยู่ด้วยบรรดานักแสดงตลกทั้งหลายในเรื่องและมุขธรรมะคมๆ ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของหนัง ยิ่งได้ “เทพ โพธิ์งาม” ในบทสมภารประจำวัดของหลวงพี่ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่

“ใครเข้าไปนั่งดูก็รับประกันว่าขำ แต่ไม่สนุกเท่าภาคแรก… ขอบอก”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์