The Fall : นิทานชีวิตของนักเล่าเรื่อง

Home / วิจารณ์หนัง / The Fall : นิทานชีวิตของนักเล่าเรื่อง


โดย แป้งร่ำ


เราทุกคนเป็นนักเล่าเรื่อง เรื่องที่ลิขิตพร้อมเสกสรรค์และขีดเขียนขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง และเรื่องเล่าเหล่านั้นก็กลายเป็นนิทานของแต่ละชีวิตที่ไม่มีใครซ้ำรอยใคร และหน้าที่หนึ่งของนิทานคือสร้างความพอใจให้เกิดแก่ทั้งคนเล่าและคนฟัง ผ่านศิลปะของจินตนาการ

ส่วนจะเล่าด้วยความรู้สึกเช่นไร จะชี้ชวนหรือชักนำให้ทั้งคนเล่าและคนฟัง “เชื่อ” หรือ “สร้างความเชื่อ”-ขึ้นในทิศทางไหน ก็คงต้องแล้วแต่เป้าหมายที่ซ่อนเร้นในใจของแต่ละคน

เหมือนนิทานของรอย วอร์คเกอร์ (ลี เพส) สตั๊นต์แมนที่เจออุบัติเหตุจนขาเจ็บหนัก และไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

แต่กายที่เจ็บอย่างร้าวน้อยกว่าใจที่สลายไม่เหลือชิ้นดี จนไม่อยากจะหายใจอีกต่อไป

และรอยก็ได้พบกับเครื่องมือที่จะช่วยให้เขาบรรลุจุดประสงค์นี้ นั่นคือนิทานและหนูน้อยอเล็กซานเดรีย (คาทินก้า อันทารุ)

รอยบอกอเล็กซานเดรียว่า เขาจะเล่านิทานแสนสนุกให้ฟัง ถ้าเธอสามารถหาของบางอย่างมาให้เขาได้

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อกาลครั้งหนึ่ง จอมวายร้ายผู้การโอเดียส ได้สั่งเนรเทศอ๊อตตา เบ่งก้า อดีตทาสของโอเดียส คนอินเดีย ทหารอินเดียเก่า ลุยจิ ช่างทำระเบิด ดาร์วิน นักชีววิทยา และมือปืนใส่หน้ากาก ไปอยู่หมู่เกาะห่างไกล และทั้งห้าก็ได้ไปเจอคนป่าผู้มีฌานวิเศษ ซึ่งพร้อมจะร่วมมือกับทุกคนสังหารโอเดียส

เรื่องเล่าของรอยไม่ได้เป็นเพียงนิทาน เพราะความจริงในชีวิตแฝงอยู่ในทุกคำจินตนาการ ยิ่งเล่าก็ยิ่งเจ็บ และพยายามจบให้เร็วที่สุด แต่บรรทัดอวสานอยู่ตรงไหนกัน?

หรือจะจบแบบเลวร้ายอย่างที่เขาต้องการให้เกิดในชีวิตจริง

แต่ผู้ฟังอย่างอเล็กซานเดรียไม่มีวันและไม่มีทางยอม ตอนจบจะต้องสวยงามอย่างที่วาดฝัน

และความดื้อดึงนี้นอกจากจะเปลี่ยนเรื่องราวของนิทานแล้ว ยังทั้งเปลี่ยนชีวิตและช่วยจิตวิญญาณของผู้เล่าอย่างคาดไม่ถึง

ทาเซม ซิงค์ ผู้กำกับฯที่มีรากเหง้ามาจากกำกับมิวสิควิดีโอเลือกฉากได้วิจิตรมากๆ เหมือนได้เที่ยวในทุกสถานที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่รอบโลก ที่ใช้คำว่าเลือกไม่ใช่สร้างก็เพราะทุกสถานที่ไม่ใช่กราฟิค แต่เป็นของจริงและความจริง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต เขาสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวที่งดงามราวกับงานดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นช็อตถ่ายข้ามหัว ให้เห็นถึงช้างที่กำลังว่ายน้ำอย่างเชื่องช้าและสง่างาม,ปราสาทในลานหญ้า ที่ภายนอกตกแต่งด้วยบันไดซึ่งพาดผ่านกันอย่างลงตัว, หมู่บ้านตามทิวภูเขา ที่ทุกหลังถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีฟ้า รวมถึงทะเลทรายสีแดงที่กว้างและลึกจนสุดหยั่ง เล่นสีตัดกันไปมาอย่างน่าตื่นตา

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีดีเพียงแค่ภาพสวย เพราะเขาทำได้มากกว่านั้น

ทั้งที่ The Fall เป็นเรื่องราวสองเรื่องที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน และยังถูกเล่าด้วยสองวิธีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ในความต่างนั้นก็มีสายใยบางๆ ที่โยงความผูกพันการเล่าเรื่องที่ขนานกันไปจนไปบรรจบกันในตอนสุดท้าย และสอดประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างนุ่มนวล แม้จะเป็นการเล่าเรื่องตัดสลับไปมา น่าเสียดายอยู่บ้างที่ช่วงกลางๆ เรื่องค่อนข้างเนิบ และขาดความสมดุลในการเชื่อมต่อเหตุการณ์ไปบ้าง

ตัวละครเองก็หลากหลายอารมณ์ไม่น้อย สามารถสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะได้ในช่วงแรกจากความไร้เดียงสาและน่ารักของคาทินก้า อันทารุ ที่ดูยังไงแล้วแววตาที่ตื่นกลัว อยากรู้อยากเห็น และไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่แววตาของนักแสดง แต่เป็นความรู้สึกของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ทว่าเมื่อเวลาค่อยๆ เคลื่อนไป ความหม่นก็ค่อยๆ คืบคลานเข้าในเสียงหัวเราะ และคืบคลานมายังความรู้สึกของคนดูอย่างไม่รู้ตัว

เพราะขณะที่บางคนจะพยายามยึดติดกับความจริงที่หดหู่ และละทิ้งความสดใสของความฝัน

แต่บางคนก็เลือกที่จะสร้างจินตนาการมาหล่อเลี้ยงความฝัน ท่ามกลางความจริงที่ไม่โสภา

ขึ้นอยู่กับมือตัวเองแล้วล่ะว่า จะเลือกขีดเขียนนิทานชีวิตของตนให้เป็นไปเช่นไร

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ The Fall ประทับใจเราได้มากกว่า The Cell งานเรื่องแรกที่เปิดตัวเขาสู่วงการภาพยนตร์ ซึ่งแม้จะเล่นวิชวลอาร์ตได้สนุกกระจาย แต่กลวิธีและความหนักแน่นของเรื่องราวแทบจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในใจเหมือนกับ The Fall

หนังดีๆ อย่างนี้ฉายจำกัดโรง (อีกแล้ว) แค่ที่ลิโดและเฮาส์เท่านั้นนะ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์