Gran Torino เรารักเพื่อนบ้าน

Home / วิจารณ์หนัง / Gran Torino เรารักเพื่อนบ้าน

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
http://aloneagain.bloggang.com


กล่าวได้ว่าคนทำหนังบางคนซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักแล้วจำนวนหนึ่ง เมื่อมีงานใหม่ออกมาและเผยรายละเอียดเพียงเล็กน้อยผู้ชมก็แทบจะคาดเดาถูกว่าจะไปทิศทางไหน

คลินต์ อีสต์วู้ด คือตัวอย่างของคนทำหนังในรูปรอยดังกล่าว

เมื่อรู้ว่า Gran Torino ผลงานล่าสุดเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายชราผู้มีอคติต่อครอบครัวชาวม้งที่เป็นเพื่อนบ้าน และผู้รับบทเป็นชายชราคืออีสต์วู้ดเอง ความคิดก็ทำงานโดยอัตโนมัติว่าชายชราคนนี้ต้องเคยเป็นทหาร และการเป็นทหารผ่านศึกจะมีผลสำคัญต่อเนื้อหาเรื่องราว

ได้ชมจึงพบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ…

เรื่องราวใน Gran Torino เกิดขึ้นในมิชิแกน ย่านที่พักอาศัยที่มีผู้อพยพต่างด้าวอาศัยอยู่จำนวนมาก เริ่มต้นในโบสถ์ขณะที่ วอลต์ โควาลสกี้ (อีสต์วู้ด) ร่วมพิธีศพของภรรยา เขาจ้องมองการแต่งกายและพฤติกรรมของหลานๆ วัยรุ่นด้วยสายตารังเกียจ ฟังบาทหลวงหนุ่มน้อยกล่าวถึงชีวิตและความตายอย่างเคลือบแคลงเย้ยเยาะ ไม่ไกลกันนั้นลูกชาย 2 คน ของวอลต์กำลังนินทาพ่อเรื่องความหัวแข็งและหัวโบราณ

บรรยากาศในบ้านที่เปิดต้อนรับแขกเหรื่อจำนวนมากดูจะไม่ต่างกันนัก ไม่มีความอบอุ่นแบบครอบครัวให้เห็น วอลต์ยังคงหัวเสียกับพฤติกรรมของหลานๆ ส่วนลูกชายทั้งสองเหมือนคุยกันคนละภาษากับพ่อ บาทหลวงหนุ่มรบเร้าให้วอลต์เปิดใจและสารภาพบาปโดยอ้างว่าสัญญากับภรรยาของวอลต์เอาไว้ วอลต์ปฏิเสธเสียงแข็งซ้ำยังดูแคลนบาทหลวงว่าเป็นเด็กเพิ่งจบจากโรงเรียนสอนศาสนา เมื่อหันไปมองข้างบ้านเห็นครอบครัวชาวม้งกำลังเชือดสัตว์เพื่อประกอบพิธีกรรมรับขวัญเด็กอ่อน วอลต์ถึงกับส่ายหน้าแล้วบอกว่าป่าเถื่อน

หลังจากสูญเสียภรรยา วอลต์ต้องอยู่ตามลำพังโดยมีเพียงสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นเพื่อน กว่าห้าสิบปีก่อนวอลต์เคยร่วมรบในสงครามเกาหลีจนได้รับเหรียญกล้าหาญ แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ภูมิใจกับสิ่งนี้เนื่องจากเหรียญถูกเก็บไว้ในลังสัมภาระในห้องใต้ดิน จากนั้นเข้าทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ฟอร์ดจนเกษียณ และมีรถฟอร์ดรุ่น แกรน โทริโน ปี 1972 เป็นสมบัติล้ำค่า
 
คืนหนึ่งวอลต์ตื่นมาพบว่า เถา ลูกชายวัยรุ่นของครอบครัวชาวม้งลอบเข้ามาในบ้านเพื่อขโมยรถแกรน โทริโน รู้ภายหลังว่าเด็กหนุ่มถูกแก๊งนักเลงซึ่งเป็นญาติห่างๆ ชักชวนเข้ากลุ่มและบังคับให้ขโมยรถของวอลต์เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ซ้ำร้ายพวกแก๊งยังตามมาเอาเรื่องเถาที่ทำงานไม่สำเร็จถึงในบ้าน

เมื่อความวุ่นวายล้ำเส้นมาถึงบ้านของวอลต์ เขาจึงใช้ปืนขู่ไล่พวกนักเลงจนต้องล่าถอยไป ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันวอลต์ยังได้ยื่นมือช่วยเหลือ ซู พี่สาวของเถาจากพวกวัยรุ่นผิวสีที่พยายามลวนลามเธอ วีรกรรมของชายชราทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ของชาวม้งละแวกนั้นโดยที่เขาไม่เต็มใจ

ถึงอย่างนั้น ด้วยความเป็นมิตรของซูที่หยิบยื่นให้ วอลต์จึงเปิดใจและพาตนเองเข้าไปสุงสิงกับเพื่อนบ้านชาวม้งมากขึ้น เริ่มมองเห็นด้านดีของเถา-เด็กหนุ่มที่เคยคิดจะขโมยรถของเขาซึ่งครอบครัวส่งมาให้คอยช่วยงาน สอนบทเรียนลูกผู้ชาย การเข้าสังคม และหางานให้ทำ

ระหว่างนี้วอลต์พบว่าตนเองป่วยหนักแต่กลับไม่บอกลูกๆ เขายังคงใช้ชีวิตตามปกติโดยมีเถาและซูเป็นเรื่องดีๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามา กระนั้น บัญชีแค้นของแก๊งนักเลงที่มีต่อวอลต์และครอบครัวชาวม้งยังคงรอการสะสาง และดูเหมือนว่าจะไม่จบลงง่ายๆ ถ้าวอลต์ไม่ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

Gran Torino เป็นผลงานลำดับที่สองของอีสต์วู้ดในปี 2008 หลังจากมีเรื่อง Changeling ออกฉายก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ ในฐานะผู้กำกับฯ-นักแสดงอาวุโส (ปัจจุบันอายุ 78 ปี) ประสบการณ์และฝีมือที่หมักบ่มมายาวนานทำให้ผลงานช่วงหลังๆ ของอีสต์วู้ดเป็นที่ยอมรับในแง่คุณภาพ และรักษาระดับมาตรฐานไว้ได้โดยเฉพาะนับแต่เรื่อง Unforgiven (1992) เป็นต้นมา

หนังอย่าง Gran Torino คืองานในขบวนเดียวกับ Unforgiven และ Million Dollar Baby (2004) ที่อีสต์วู้ดประสบความสำเร็จสูงสุดในฐานะผู้กำกับฯ หรือจะย้อนไปถึงหนังตะวันตกอย่าง Pale Rider (1985) และหนังชุดจ่าแฮร์รี่ปืนโหดก็ได้ กล่าวคือ เป็นเรื่องของวีรบุรุษในซอกหลืบของสังคมผู้มีมโนธรรมสูงส่ง อีโก้จัด ไม่แคร์สังคม หยิ่งทะนงและแข็งกร้าว ทว่ามีปมฝังใจบางอย่าง

ขณะเดียวกัน ถ้าจะมองว่านักแสดงผู้เริ่มต้นอาชีพจากบททหารและเคาบอยแดนเถื่อนซึ่งมุ่งมั่นในการนำเสนอโลกของ “ลูกผู้ชาย” หลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร นักโทษ นายพราน นักไต่เขา นักมวย ฯลฯ หนังอย่าง Gran Torino ย่อมเดินตาม “ขนบแบบอีสต์วู้ด” อยู่เช่นเดิม

โลกของ “ลูกผู้ชาย” ของอีสต์วู้ดที่สะท้อนผ่านคาแร็กเตอร์ของตัวละครยังเชื่อมโยงกับเนื้อหาเรื่องชาติอยู่บ่อยครั้ง เช่นการเป็นบอดี้การ์ดผู้คุ้มครองประธานาธิบดีใน In the Line of Fire (1993) เป็นอดีตนักบินที่กลายมาเป็นนักบินอวกาศของนาซา (ตัวแทนรัฐบาลสหรัฐ) ใน Space Cowboys (2000) ยังไม่นับการเป็นทหารในหลายเรื่องซึ่งชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว และเพราะเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่าตัวละครใน Gran Torino ซึ่งต้องยุ่งเกี่ยวกับคนต่างชาติพันธุ์เป็นทหารผ่านศึก (เช่นเดียวกับตัวอีสต์วู้ดเองที่เคยร่วมสงครามเกาหลี)

การเดินตามขนบอันคุ้นเคยแบบอีสต์วู้ดทำให้ Gran Torino ไม่ใช่หนังที่เหนือความคาดหมายใดๆ ยังไม่นับเรื่องราวซึ่งแค่เริ่มต้นก็เห็นปลายทางว่าจะเป็นไปอย่างไร ถึงกระนั้น จุดที่ทำให้หนังยังน่าสนใจอยู่ได้คือศักยภาพของอีสต์วู้ด ทั้งการแสดงเป็นตาแก่หัวรั้นที่ดูแล้วน่าขันในหลายๆ ฉาก เพลงประกอบซึ่งอีสต์วู้ดร่วมแต่งและร่วมร้องในฉากสุดท้าย และงานกำกับฯที่เรียกร้องให้สังเกตคิดตาม แม้ไม่ถึงขั้นลึกซึ้งซับซ้อนนักก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นภาพเปรียบเทียบสังคมอเมริกันที่ผ่อนคลายและห่างเหินกับสังคมชาวม้งที่เคร่งครัดแต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตัวละครวอลต์ซึ่งยึดถือตนเองเป็นใหญ่ถูกโลกทางศาสนาและโลกทางวัฒนธรรมของชาวม้งเรียกร้องให้ปล่อยวางตัวตน หรือภาพจำลองทางสังคมอเมริกันที่มีคนต่างถิ่นอพยพเข้ามาอาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ถูกนำเสนอเป็นหลักและชัดเจนที่สุดคือ การให้ตัวละครวอลต์ซึ่งเป็นทหารผ่านศึก ภักดีในรถอเมริกันยี่ห้อฟอร์ด มีธงชาติสหรัฐผืนใหญ่ประดับอยู่หน้าบ้าน ถูกห้อมล้อมด้วยคนหลากชาติพันธุ์ในละแวกที่อยู่อาศัย คือภาพเปรียบเทียบถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งยิ่งใหญ่เหนือชาติใด หยิ่งผยองแต่โดดเดี่ยว ปกป้องอธิปไตยของตนโดยไม่ใส่ใจคนอื่น แต่สุดท้ายคุณธรรมสูงส่งและความผิดพลาดในอดีตพาให้สหรัฐเสียสละตนเองอีกครั้ง ยอมออกไปกำจัดผู้ร้ายไกลจากบ้าน

น่าคิดตรงที่ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่การเสียสละธรรมดาทั่วไป แต่ภาพที่ปรากฏสามารถซ้อนทาบเปรียบเทียบได้ถึงการเสียสละครั้งใหญ่ทางคริสต์ศาสนาเลยทีเดียว

สหรัฐ-การเสียสละนอกประเทศ–ศาสนา…มองเห็นจุดยืนของปู่คลินต์ได้ชัดเหลือเกิน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์