Yes Man ความสุขอยู่ที่ตัวเรา

Home / วิจารณ์หนัง / Yes Man ความสุขอยู่ที่ตัวเรา

คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง
โดย ติสตู


บางครั้งการสร้างกำแพงรายล้อมตัวเองจากสิ่งโดยรอบ ลดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน การอยู่กับตัวเอง บ้างก็ว่านั่นคือสันโดษ บ้างก็ว่าปัจเจกนิยม บ้างก็ว่าทำให้เราได้ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาเมื่อได้อยู่กับตัวเองและความคิดตัวเองชั่วขณะหนึ่ง

แต่ถ้าจมอยู่กับมันมากเกินไปจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต และบุคลิกภายนอก รวมไปถึงสภาพจิตใจหดหู่ซ้ำซากที่เกิดจากความโดดเดี่ยวของตัวเองล่ะ นี่คือโครงเรื่องง่ายๆ ในผลงานแนว Feel Good ล่าสุดของ “จิม แคร์รีย์” คนที่ยุค 90 อเมริกันชนบอกว่าเขาคือนักแสดงแนวคอมเมดี้แอ๊คชั่นทางหน้าตาที่ฮาที่สุดคนหนึ่ง (แม้บางมุขต้องบอกว่าไม่รู้สึกขำขันก็ตามที)

ใน Yes Man หยิบจับเอาแนวคิดแบบคู่มือ How-To สอนชีวิตมาปรับแต่งเป็นพล็อตเรื่องในเชิงล้อเลียน แต่ยังคงมองโลกในแง่ดี ประเภทหนังสือฮาวทูฮิตๆ ทั้งหลายที่มีคอนเซ็ปท์ว่าถ้าคุณคิดดี ทำดี ตอบรับในสิ่งดีๆ คิดดีๆ ให้มาก มันจะกลายมาเป็นพลังนำสิ่งดีๆ หรือสร้างสิ่งดีๆ มาสู่คุณเอง

แม้บรรดาหนังสือฮาวทู และแนวคิดเหล่านี้จะฟังดูสะกดจิตมาก แต่ในแง่ของหลักตรรกะสามารถอธิบายได้กว้างๆ ตามหลักพระพุทธศาสนาว่าคนเราคิดดี ทำดี สิ่งดีย่อมตามมา เป็นหลักการของชีวิต เช่นคำกล่าวอริสโตเติลง่ายๆ สั้นๆ “ความสุขขึ้นอยู่กับตัวเราเอง” ซึ่งสารจากภาพยนตร์ Yes Man ต้องการสื่อสารว่าแท้จริงแล้วจะทุกข์หรือสุขถ้าเราทำใจเลือกสิ่งไหนเราก็จะได้สิ่งนั้น

เช่นตัวละคร “คาร์ล อัลเลน” (จิม แคร์รีย์) คือผู้ชายที่เข้าข่ายมืดหม่นหดหู่จิตตกและดูเป็นไอ้ขี้แพ้หลังจากสภาพจิตใจย่ำแย่จากการหย่าร้าง “คาร์ล” จึงปิดประตูหนีสังคม ห่างจากสังคมเพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน ใช้ชีวิตแบนราบจนเพื่อนๆ ต่างเป็นห่วง และเมื่อวันหนึ่งเขาถูกชวนจากเพื่อนเก่าให้เข้าร่วมโครงการสัมมนาสร้างพลังชีวิต ที่หนังดีไซน์ให้เป็นบรรยากาศเหมือนลัทธิที่มีผู้นำคอยกล่อมเกลาล้างสมอง ทุกคนในห้องต่างก็ต้องพูดว่า Yes! Yes! ในทุกเรื่อง “ใช่! เราทำได้” ด้วยวิทยากรที่ประหนึ่งเป็นเจ้าลัทธิผู้บัญญัติคำว่า ใช่ ทำได้ทุกอย่างให้แก่ผู้มาร่วมสัมมนา…

ผลจากโครงการนั้นทำให้คาร์ลต้องตอบรับ Yes กับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่เลือกหน้า ไม่ว่าอะไรคาร์ลต้องมองว่ามันใช่! และทำไปตามทุกอย่างที่มีข้อเสนอ โอกาส หรือการร้องขอ และการณ์กลับเป็นดังว่าเมื่อเริ่มจากใช่กับทุกอย่าง เขาก็รู้สึกว่าสิ่งดีๆ ค่อยเข้ามาหาเขาทีละเล็กละน้อยจนเริ่มเลยเถิด…

หนังพาไปดูว่าสถานการณ์ที่เข้ามารายล้อมรอบตัวคาร์ลหลังจากที่เขาตอบ Yes ไปก็มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาอย่างชนิดเหลือเชื่อ กลายเป็น “คาร์ล” คนใหม่ เคลือบฉาบด้วยคำว่า Yes! หมดยุคคาร์ลผู้มืดหม่นหดหู่จิตตกไอ้ขี้แพ้กลายเป็นทุกสิ่งที่ตรงกันข้าม

Yes Man คือหนังสือฮาวทูฉบับใช่! ฉันทำได้ ส่งผลให้คาร์ลเชื่อมั่นว่าชีวิตกำลังเดินมาถูกทาง แต่หนังก็ล้อเลียนวัฒนธรรมฮาวทูเล็กๆ ว่า การทำตามฮาวทูโดยคิดว่าชีวิตจะดีไซน์ได้แบบสำเร็จรูปมันดูง่ายเกินไป

หนังแอบล้อเลียนว่าบางแง่มุมของฮาวทูบางทีก็เป็นแค่เปลือก เพราะมันได้ระบุฉลากบอกวิธีการใช้ชีวิตจนเราจะเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกครอบงำล้างสมองได้

อย่างไรก็ตาม หนังก็ให้แง่มุมดีๆ จากฮาวทูที่แนะให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และลองทำทุกอย่างที่เราต้องการแล้วทุกอย่างมันจะเชื่อมจุดมาเป็นประโยชน์ต่อไป แต่ไม่ว่าสิ่งที่วัฒนธรรมฮาวทูจะแนะนำอย่างไร โดยพื้นฐานแล้วหนังสื่อสารว่าความสุขนั้นอยู่ที่ตัวเรา

ฮาวทูฉบับ Yes Man จึงเป็นเพียงเครื่องมือให้เราค้นพบความสุขทางลัดที่ใกล้ๆ และง่ายที่สุดเท่านั้นเอง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์