Slumdog Millionaire เด็กสลัมเงินล้าน การตลาดไร้ราก

Home / วิจารณ์หนัง / Slumdog Millionaire เด็กสลัมเงินล้าน การตลาดไร้ราก

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
http://aloneagain.bloggang.com


หลังจากเป็นขวัญใจนักวิจารณ์มาแล้วหลายสำนัก ล่าสุด ได้เป็นพระเอกบนเวทีลูกโลกทองคำด้วยการคว้าถึง 4 รางวัล รวมรางวัลใหญ่อย่างบทภาพยนตร์ กำกับภาพยนตร์ และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทดรามา

นาทีนี้ “เด็กสลัมเงินล้าน” ราศีจับมากขึ้นอีกโขจนอาจไปไกลถึงเส้นชัยออสการ์ แม้ว่าตัวหนังเองจะไม่ตรงกับ “ทาง” ของออสการ์นัก ถ้าเทียบกับหนังเต็งเรื่องอื่นอย่าง The Curious Case of Benjamin Button, Frost/Nixon และ Milk

Slumdog Millionaire เป็นผลงานกำกับฯของ แดนนี่ บอยล์ คนทำหนังชาวอังกฤษผู้สร้างชื่อจากเรื่อง Trainspotting (1996) ส่วนคอหนังบ้างเราจะรู้จักดีจากหนังฉาวเรื่อง The Beach (2000) และหนังซอมบี้เรื่อง 28 Days Later (2002) มีผู้กำกับฯร่วมเป็นชาวอินเดีย คือ โลเวลีน ทันดัน จากบทหนังของ ไซมอน โบฟอย ซึ่งดัดแปลงจากนิยายขายดีเรื่อง Q and A ของ วิกาส สวารัป นักการทูต-นักเขียนชาวอินเดีย

เนื้อหาในหนังไม่ยึดตามหนังสือโดยตรง แต่หลักๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มจากสลัมในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ผู้พิชิตเงินล้านในเกมโชว์ทางโทรทัศน์ Who Wants to Be a Millionaire? (หรือเกมเศรษฐีในฉบับไทย) แต่กลับถูกตำรวจจับไปเค้นความจริงโดยกล่าวหาว่าเขาโกงคำตอบ เรื่องราวที่เหลือเป็นการเล่าย้อนประวัติชีวิตอันโชกโชนของเด็กหนุ่ม เพื่อให้เห็นว่าเหตุใดเขาจึงรู้คำตอบของแต่ละคำถาม ตั้งแต่ข้อแรกจนถึงข้อสุดท้าย

หนังถ่ายทำในอินเดียตลอดทั้งเรื่อง ใช้นักแสดงชาวอินเดีย พูดภาษาฮินดีพอๆ กับภาษาอังกฤษ และมีกลิ่นอายแบบหนังบอลลีวู้ด เพราะเป็นโรแมนติค-ดรามาแนวชวนฝันที่อบอวลด้วยเพลงประกอบสไตล์ภารตะ

เห็นได้ว่ารูปร่างหน้าตาของ Slumdog Millionaire คือความโดดเด่นอันแตกต่างซึ่งเรียกความสนใจ-ความตื่นเต้นจากผู้ชมได้ไม่ยาก ผู้สร้างฉลาดพอที่ไม่โยกย้ายเรื่องราวต้นฉบับให้มาเกิดขึ้นในบ้านตนเองโดยเปลี่ยนมุมไบเป็นลอนดอน นิวยอร์ก หรือเมืองอื่นๆ และไม่เปลี่ยนตัวละครเป็นพวกตนเองอย่างที่หนังฮอลลีวู้ดชอบทำ

สำหรับผู้ชมในอังกฤษและสหรัฐซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น Slumdog Millionaire จึงไม่ใช่ “ไพรัชภาพยนตร์” ที่เป็นเรื่องราวของชาวตะวันตกโดยมีฉากหลังในต่างประเทศเช่นที่เห็นกันเป็นประจำ หรือถ้าเจาะจงฉากหลังอินเดียก็มีอยู่มากมาย หากเป็นเรื่องของชาวอินเดียในอินเดีย และไม่มีชาวตะวันตกมาเกี่ยวข้อง

นอกจากผู้ชมจะได้ติดตามเรื่องราวของตัวละครชาวอินเดียประกอบฉากหลังอย่างทัชมาฮาลและมุมไบแล้ว หนังยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและบรรยากาศเอ็กโซติกสร้างความตื่นตา-ประหลาดใจ สมทบด้วยวัฒนธรรมอินเดียผ่านเรื่องราวและบทเพลงประกอบมากมาย โดยผู้สร้างตั้งใจเลือกมืออาชีพจากบอลลีวู้ด (เอ.อาร์. ราห์มัน) ดูแลเรื่องดนตรีประกอบทั้งหมด

เรียกได้ว่าอะไรที่เป็นเปลือกนอกซึ่งใช้โชว์ความเป็นอินเดีย ผู้สร้างจะใช้บริการจากแหล่งโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ถ่ายทำ นักแสดง คนทำดนตรีประกอบ ขณะที่ทีมงานหลักและย่อยซึ่งอยู่เบื้องหลังยังเป็นชาวตะวันตก

องค์ประกอบงานสร้างดังกล่าวทำให้ Slumdog Millionaire ไม่ต่างจากหนังอินเดีย เพียงแต่คนสร้างเป็นฝรั่ง และมีกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้นคือฝรั่งด้วยกันเองก่อนจะส่งต่อไปทั่วโลก

เป็นการสวมรอยวัฒนธรรมอย่างหนังบอลลีวู้ดให้กลายเป็นผลผลิตของชาวตะวันตกโดยตรง นอกจากจะกระตุ้นความสนใจ-ความตื่นเต้นแก่ชาวตะวันตกแล้ว ตลาดหนังบอลลีวู้ดซึ่งมีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะแหล่งใหญ่ในสหรัฐและอังกฤษย่อมไม่ปฏิเสธหนังเรื่องนี้ ก่อนที่หนังจะเดินทางไปโกยเงินในอินเดียช่วงปลายเดือนมกราคม

ลักษณะคล้ายกับที่สตูดิโอโคลัมเบียและโซนี่เคยร่วมทุนให้ อั้งลี่ ทำหนังกำลังภายในแบบจีนแท้ๆ เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon จนได้เข้าชิงออสการ์ถึง 10 สาขา รวมทั้งสาขาหนังยอดเยี่ยมในปี 2001

ต่างกันตรงที่อั้งลี่เป็นคนจีนทำหนังจีน แต่บอยล์เป็นคนอังกฤษที่คิดทำหนังอินเดีย

แน่นอนว่าความสำเร็จของ Slumdog Millionaire ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความแปลกต่างที่ดึงดูดความสนใจ แต่หนังยังมีเนื้อหาที่โดดเด่นน่าติดตามประกอบกับฝีมือกำกับฯอันแม่นยำของบอยล์ ทำให้หนังเข้าไปอยู่ในใจผู้ชมในที่สุด

อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้า Slumdog Millionaire ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มชาวอินเดียและใช้อินเดียเป็นฉากหลัง แต่เป็นเรื่องราวของเด็กฝรั่งคนหนึ่งประกอบฉากหลังอันคุ้นเคย จุดสนใจอาจจะมีไม่เทียบเท่าและเบี่ยงเบนไปคนละทาง

หรือหาก Slumdog Millionaire เป็นหนังบอลลีวู้ดโดยผู้สร้างชาวอินเดียก็คงไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมและก่อกระแสรุนแรงในวงกว้างได้เท่านี้

ใช่เพียงองค์ประกอบงานสร้างตามที่ได้กล่าวมาที่หนุนเสริมให้หนัง “เป็นอินเดีย” มากที่สุด บทหนังยังมีการปรับเปลี่ยนจากนิยายต้นฉบับโดยตัดทิ้งตัวละครพระคาทอลิกผู้เลี้ยงดูเด็กหนุ่มเมื่อยังเล็ก และตัวละครนายทหารชาวออสเตรเลียนซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เด็กหนุ่มรู้คำตอบของคำถามข้อหนึ่ง เพื่อให้เหลือเฉพาะตัวละครและเรื่องราวในแบบอินเดียจากฝั่งโลกตะวันออกล้วนๆ

ตรงเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนานี่เองมีประเด็นชวนคิดว่าเหตุใดผู้สร้างจึงปรับพื้นหลังของตัวละครให้เป็นเด็กหนุ่มชาวมุสลิมโดยตั้งชื่อว่า จามาล มาลิค แทนเด็กกำพร้าไม่รู้กำพืดเนื่องจากถูกทอดทิ้งกระทั่งพระที่เก็บมาเลี้ยงต้องตั้งชื่อเป็นกลางๆ ว่า ราม โมฮัมเหม็ด โธมัส ซึ่งรวมชื่อทางศาสนาฮินดู อิสลาม และคริสต์ ไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ หนังยังใส่เหตุการณ์ความรุนแรงซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเมื่อกลุ่มชนชาวฮินดูบุกทำลายบ้านเรือนและฆ่าชาวมุสลิมจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในเหยื่อของเหตุการณ์นี้คือแม่ของจามาล

เหตุผลเรื่องการกลบเกลื่อนคติโลกตะวันตกที่คุ้นเคยให้เหลือแต่โลกตะวันออกอาจจะเป็นเหตุให้ตัวละครเอกไม่ใช่เด็กกำพร้าที่ถูกพระคาทอลิกเก็บมาเลี้ยงอย่างในต้นฉบับ แต่ทำไมเขาต้องกลายเป็นมุสลิมแทนที่จะเป็นชาวฮินดูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของอินเดีย

ทั้งพื้นหลังชาวมุสลิมและเหตุการณ์ความขัดแย้งทางศาสนาเป็นการเล่นกับกระแสโลกปัจจุบันของผู้สร้างหรือเปล่า…ไม่มีคำตอบสุดท้ายให้เฉลยว่าถูกหรือผิด

แต่เพราะพื้นหลังชาวมุสลิมซึ่งปรับเปลี่ยนเข้ามานี่เองกลายเป็นช่องโหว่ที่ผู้สร้างมองข้าม เมื่อถึงฉากที่สองพี่น้องจามาลกับซาลิมเดินทางมาถึงทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานอันน่าภาคภูมิใจของชาวมุสลิมอินเดีย พวกเขาตกตะลึงในความงามและความยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคืออะไร

สองพี่น้องชาวมุสลิมผู้ปลาบปลื้ม อามิตาบห์ บาจจาน พระเอกชาวฮินดู และรู้จักวรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่อง “สามทหารเสือ” แต่กลับไม่รู้จักอัญมณีแห่งศิลปะมุสลิมอย่างทัชมาฮาล

หรือตัวละครเติบโตขึ้นแบบไร้ราก ไม่ต่างจากหนังอินเดียเรื่องนี้ที่ถูกสวมรอยทางวัฒนธรรมโดยชาวตะวันตก


 

Slumdog Millionaire เด็กสลัมเงินล้าน การตลาดไร้ราก (จบ)

 

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
http://aloneagain.bloggang.com

 

สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงองค์ประกอบแวดล้อมที่ทำให้ Slumdog Millionaire ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ กระทั่งเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่นำมาซึ่งกระแสความสำเร็จอันมากล้น กล่าวถึงการสวมรอยวัฒนธรรมหนังบอลลีวู้ดของผู้สร้างชาวอังกฤษ และการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากต้นฉบับจนเกิดเป็นช่องโหว่ที่ผู้สร้างมองข้าม

ฉากทัชมาฮาลไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความไร้รากของตัวละครสองพี่น้องชาวมุสลิมที่ไม่รู้จักอนุสรณ์สถานแห่งนี้ทั้งที่รู้จักเรื่องไกลตัวอื่นๆ แต่ยังเป็นรอยต่ออันเป็นจุดเริ่มที่ผู้สร้างยัดบทสนทนาภาษาอังกฤษให้ตัวละครโดยให้จู่ๆ สองพี่น้องซึ่งพูดภาษาฮินดีมาตลอด เปลี่ยนมาพูดอังกฤษได้คล่องปากเมื่อต้องสวมบทบาทมัคคุเทศก์ (เถื่อน) เพื่อหาเงินประทังชีวิต แถมเป็นการพูดภาษาอังกฤษด้วยการ “มั่ว” ประวัติทัชมาฮาลเป็นคุ้งเป็นแคว

จบจากฉากทัชมาฮาล ตัวละครยังใช้ภาษาอังกฤษต่อเนื่องไปจนจบเรื่อง แม้แต่การพูดคุยกันเองหรือคุยกับตัวละครอื่นซึ่งก่อนหน้านี้พูดกันด้วยภาษาฮินดี

จริงอยู่…การสนทนาด้วยภาษาอังกฤษในอินเดียไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และเหตุผลที่ผู้สร้างใส่รอยต่อโดยเปลี่ยนจากการพูดภาษาฮินดีมีคำแปลให้อ่านเป็นการพูดอังกฤษแทนก็เพื่อสนองความต้องการของตลาดเป้าหมายซึ่งผู้ชมใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักและมักจะเบื่อหน่ายการอ่านคำบรรยาย แต่รอยต่อดังกล่าวไม่ถูกเชื่อมให้เนียนพอ และเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงสะดุดกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้
 
อย่างไรก็ตาม อาการไร้รากของตัวละครทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจของผู้สร้าง หากมองในด้านบวกแบบเชื่อมโยงกับนัยยะตามเนื้อหาของหนังถือว่าบังเอิญสอดคล้องไปกันได้อย่างดี นัยยะที่ว่าคือการเติบใหญ่ขยายตัวของเมืองมุมไบแบบรื้อล้างสิ่งที่มีอยู่เดิม พร้อมกับอิทธิพลของเงินที่ควบคุมชีวิตผู้คน

เด็กยากจนจากสลัมในมุมไบต่อสู้ดิ้นรนชีวิตก่อนจะแตกหักกับพี่ชายที่หันไปรับใช้ผู้มีอิทธิพล ตามหาหญิงผู้เป็นที่รักซึ่งรู้จักกันตั้งแต่วัยเยาว์ สุดท้ายได้เงินล้านจากเกมโชว์ทางโทรทัศน์ เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าผจญภัยโลดโผนสู่ปลายทางความสำเร็จ หรือเป็นโรแมนติคชวนฝันของคู่รักท่ามกลางอุปสรรคเท่านั้น แก่นสารเรื่องราวที่คู่ขนานไปตั้งแต่ต้นจนจบคือ หนังพูดถึงคุณค่าความหมายจากรากฐานของชีวิตที่ค่อยๆ ล่มสลายลง สวนทางกับความเจริญรุดหน้าของเมืองและโลกสมัยใหม่

เริ่มจากการสูญเสียแม่ พลัดพรากจากหญิงคนรัก ทะเลาะกับพี่ชาย บริเวณสลัมที่เคยเป็นบ้านกลายเป็นตึกสูง เมืองเต็มไปด้วยการคมนาคมขนส่งและเทคโนโลยีสื่อสารทันสมัย แต่การสื่อสารระหว่างตัวละครกลับตกหล่น กระทั่งก้าวเดินไปคนละทิศทาง

ฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งจึงเป็นเหตุการณ์ที่สองพี่น้องจามาลกับซาลิมได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งบนอาคารสูงที่กำลังก่อสร้าง โดยจามาลต้องเป็นฝ่ายขึ้นลิฟต์ไปหาพี่ชาย จุดที่สองพี่น้องนั่งพูดคุยกันอยู่สูงลิบเหมือนเช่นการหลุดลอยจากพื้นฐานที่มาของพวกเขา ฉากหลังเบื้องล่างทั่วบริเวณเป็นสิ่งปลูกสร้างแห่งเมืองใหม่ และสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ยังเป็นเงาสะท้อนอยู่บนแว่นกันแดดของซาลิมซึ่งรับใช้ผู้มีอิทธิพลคุมเมือง

ความห่างเหินระหว่างพี่น้องมองเห็นได้จากระยะห่างที่พวกเขานั่งคุยกัน ฝ่ายหนึ่งพูดถึงเงินซึ่งเป็นหัวใจของเมือง แต่อีกฝ่ายต้องการรู้เรื่องของหญิงสาวผู้เป็นหนึ่งในใจ

นอกจากความขัดแย้งทางศาสนา (พระเจ้าคนละองค์) ที่ทำให้สองพี่น้องสูญเสียแม่และบ้านกระทั่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตแล้ว เรื่องราวต่อจากนั้นล้วนแต่มีเงินซึ่งเปรียบเป็น “พระเจ้า” คอยกำหนดชะตากรรม ไล่ตั้งแต่การถูกฝึกให้เป็นขอทาน เป็นไก๊ด์เถื่อน สังหารและปล้นเงินใครคนหนึ่งเพื่อช่วยหญิงคนรัก จากนั้นซาลิมอุทิศตนให้แก่ผู้มีอิทธิพล ส่วนจามาลสมัครเล่นเกมโชว์ชิงเงินล้าน

อย่างไรก็ตาม เกมโชว์ชิงเงินล้านซึ่งน่าจะชัดเจนตั้งแต่แรกว่าตัวละครเห็นเงินเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่สุดท้ายหนังค่อยๆ เผยว่าจามาลไม่ได้ถูกเงินลากจูงอย่างที่เราคิด

จามาลมีเหตุผลที่ต้องสมัครเข้าเล่นเกม มีคำถามมากมายซึ่งสำคัญกว่าคำถามของพิธีกรรออยู่ที่ไหนสักแห่ง และรางวัลอันยิ่งใหญ่ไม่ใช่เงินล้าน แต่เป็น “ความรัก” ที่มีคุณค่าความหมายยิ่งกว่า

เป็น “ความรัก” ที่ทำให้ตัวละครลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตของตนเอง หาใช่ “เงิน”อีกต่อไป

ปลายทางของเรื่องราวที่ดูเหมือนว่าตัวละครตกเป็นเบี้ยล่างและต้องตามน้ำอย่างไร้แรงขัดขืน จึงกลับกลายมีทางออกที่สวยงามทั้งในระดับเนื้อหาและแก่นสาร

นี่คือบทสรุปที่น่าประทับใจผ่านการลำดับจัดวางเรื่องราวอย่างชาญฉลาดตั้งแต่ต้น แม้เมื่อทบทวนดูจะเห็นว่าหนังออกแนวชวนฝันเกินกว่าความเป็นไปได้ แต่เมื่อถึงเครดิตตอนจบพร้อมกับที่ตัวละครและผู้คนจำนวนมากร่วมกันเต้นรำร้องเพลงแบบหนังบอลลีวู้ด เหตุผลเรื่องความสมจริงใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีก

แดนนี่ บอยล์ ผู้เป็นเอกด้านสไตล์การเล่าเรื่องแม่นยำอย่างยิ่งในการเรียงร้อยเรื่องราวหลากอารมณ์เข้าด้วยกัน ทั้งเคร่งเครียด สนุกสนาน ตื่นเต้น สีสันของวัยเยาว์ ความหม่นมืดของโลกอาชญากรรม และบรรยากาศหลากหลายของอินเดีย ใช้องค์ประกอบภาพ เทคนิคด้านภาพ การตัดต่อ เพลงและดนตรีประกอบอย่างคุ้มค่าในทุกๆ บทตอน จนได้เป็นหนังที่ดูสนุกชวนติดตาม น่าค้นหา และสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก

โดยภาพรวม Slumdog Millionaire คือ “งานบันเทิงชั้นดี” อย่างไร้ข้อกังขา เมื่อได้แรงบวกจากการออกแบบสินค้าให้แปลกต่างจากตลาดซึ่งกำหนดไว้แต่เริ่มต้น หนังจึงติดลมบนจนรับความสำเร็จกันไม่หวาดไม่ไหว

ส่วนจะดีเด่นจนเรียกว่าเป็น “หนังยอดเยี่ยม” ได้หรือเปล่า สำหรับผู้เขียนมองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น

ที่มาจากหนังสือพิมพ์