The Curious case of Benjamin button ยืนยงเหนือกาลเวลา

Home / วิจารณ์หนัง / The Curious case of Benjamin button ยืนยงเหนือกาลเวลา

“เดอะ คิวเรส เคส ออฟ เบนจามิน บัททอน” ยืนยงเหนือกาลเวลา

“เบนจามิน บัททอน” เป็นชื่อของเด็กผู้ชายที่ลืมตาดูโลกในคืนที่ทุกหนแห่งกำลังเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1

ทว่าท่ามกลางพลุไฟที่สว่างไสวงดงาม สิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้กลับถูกความมืดมนครอบงำ

เป็นความมืดที่มาพร้อมความผิดปกติของร่างกายที่มีสภาพเหมือนชายชรา ทั้งๆที่ยังเป็นทารก

“ปีศาจ” คือคำนิยามที่พ่อให้แก่ลูก ก่อนจะนำไปทิ้ง แต่ “ของขวัญจากสวรรค์” คือคำนิยามที่ “ควีนนี่” สาวผิวสีซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้คนในบ้านพักคนชราที่ตั้งตัวเป็นแม่ของเขาให้ ก่อนจะเลี้ยงดูเขาไปพร้อมๆ กับทำใจล่วงหน้าไว้ว่า “ไม่น่าจะรอด” แต่เมื่อเวลาผ่านไปแทนที่เบนจามินจะตายหรือแก่ลงกว่าเดิม เขากลับอ่อนเยาว์ขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าประหลาด

เบนจามินเติบโตขึ้นมาพร้อมความไม่เข้าใจ และเมื่อเขาเอ่ยปากถาม

“ลูกจะไม่มีวันรู้เลยว่าอะไรจะเข้ามาในชีวิตของลูก” คือคำตอบที่ควีนนี่มีให้เสมอ

เบนจามินค่อยๆ เรียนรู้โลก เรียนรู้คน ผ่านสายตาที่ฟ้าฟางในบ้านพักคนชราซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเพื่อนข้างๆ จะเดินทางไปพบพระเจ้าเมื่อไหร่ วินาทีที่เพิ่งผ่านพ้นไปอาจจะเป็นวินาทีสุดท้ายที่ได้อยู่ร่วมกัน ทุกประสบการณ์ที่สั่งสม ทำให้ไม่ได้ยินเสียงคร่ำครวญหรือหวาดกลัวจากใคร

การเติบโตในโลกของผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยความสงบทางจิตวิญญาณเป็นเสมือนเส้นทางลัดให้เบนจามินได้เรียนรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและการปล่อยวาง เหมือนที่ “กัปตันไมค์” พ่อคนที่สองของเบนจามินบอกเอาไว้

“เราสบถ สาปแช่ง ก่นด่าชีวิตได้ แต่ท้ายสุดแล้วก็ต้องปล่อยวางเมื่อถึงเวลา”

และทุกๆ สิ่งก็เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันในวันที่ชีวิตของเขาพบกับความสนุกสนาน ความรัก จูบแรก เหล้าแก้วแรกที่ดื่ม ความโศกเศร้าจากการสูญเสีย สงคราม ผู้คนเข้ามาและก็ผ่านไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยขีดข่วนอยู่ประปราย

“แม้โอกาสที่จะมีชีวิตเดินกลับหลังอาจเป็นความฝันของใครบางคน แต่สำหรับเบนจามินแล้วเป็นเพียงการเตือนให้เขารู้ว่าอย่ายึดติด หลายสิ่งดำรงอยู่เพียงชั่วขณะก่อนจะหลุดมือ ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง”

ไม่ประหลาดใจที่ “เดอะ คิวเรส เคส ออฟ เบนจามิน บัททอน” จะจับใจคนดูมากมาย รวมไปถึงกรรมการในเวทีระดับโลก อาจเป็นเพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของมนุษย์ประหลาด แต่เป็นวัฏจักรที่ทุกชีวิตต้องเกี่ยวพัน

“เดวิด ฟินเชอร์” ร้อยเรียงประเด็นนี้ได้อย่างมีน้ำหนักตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยใช้กลวิธีการเล่าด้วยการให้คนรักของเบนจามินอ่านบันทึกให้แม่ซึ่งกำลังอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตฟัง ท่ามกลางพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ การเล่าเรื่องแบบตัดสลับไปมาทำให้เห็นทั้งมุมมองของตัวเบนจามินและคนรอบข้าง ช่วยให้ทุกสารไม่มีตกหล่น โดยเฉพาะประเด็นคุณค่าของการใช้ชีวิตที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาแทบไม่ต้องตีความ แต่ซึมลึกในความรู้สึก และรักษาหลักนี้อย่างเหนียวแน่นตลอดทั้งเรื่อง จนนำไปสู่การคลี่คลายอย่างตรึงอารมณ์

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้กำกับฯที่ถนัดหนังหมองหม่นมาตลอดอย่างเดวิด ฟินเชอร์ จะทำหนัง “ฟีลกู๊ด”ได้งดงามไม่แพ้ตัวแม่อย่าง “ฟอเรสต์ กัมพ์”

แต่ถึงจะเปลี่ยนแนว ตัวตนของเขาก็ยังอยู่ เพราะเขานำเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเทคนิคพิเศษไล่ตั้งแต่งานภาพ ออกแบบเครื่องแต่งกาย โปรดักชั่นดีไซน์ ไปจนถึงเมคอัพ ที่ทำให้เห็นหน้าของ “เบนจามิน” “แบรด พิตต์” ตั้งแต่แก่ยันเด็ก มาผสานกับขนบที่ฮอลลีวู้ดนิยมสร้างในหนังดราม่าพีเรียด โดยเน้นรายละเอียดของคาแรคเตอร์ และนำเสนอความคิดภายในโดยใช้ฉากเป็นตัวเล่าเรื่องราว

แม้บางฉากจะมีความพยายามโชว์เก๋าเพราะเล่าเรื่องแบบล้ำจนขัดกับความรู้สึกโดยรวมของหนังไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องด้อยจนทำให้ความงามของหนังลดลง

ที่สำคัญ “เดอะ คิวเรส เคส ออฟ เบนจามิน บัททอน” จะจับใจไม่ได้เลย ถ้าคนมาแสดงเป็น “เบนจามิน” ไม่เจ๋งจริง และ “แบรด พิตต์” ก็ทำให้เชื่อได้จริงว่าเขาคือเบนจามินที่ต้องเป็นคนรับฟัง รับทุกปฏิกิริยาจากทุกๆ ตัวละคร และค่อยๆ เติบโตผ่านทุกประสบการณ์

พร้อมกับย้ำให้รับรู้ว่า ไม่สำคัญเลยว่าจะมีชีวิตตามวัยปกติ หรือย้อนกลับแบบเบนจามิน

“การตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรต่างหาก ที่สำคัญเหนือกว่าอายุหรือกาลเวลา”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์