Revolutionary Road ถนนสาย “สิ้นหวัง”

Home / วิจารณ์หนัง / Revolutionary Road ถนนสาย “สิ้นหวัง”

คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง
โดย ติสตู
tistoo@yahoo.com

มีชีวิตครอบครัวแบบหนึ่งที่เราถูกทำให้มีมโนคติราวกับว่านี่เป็นดั่งสูตรสำเร็จคือภาพราวกับหนังโฆษณาของคู่ชีวิตที่ลงตัว สามีมีหน้าที่การงานที่ดี ภรรยาคือแม่บ้านที่อ่อนโยน พร้อมลูกๆ ที่น่ารัก

ในสูตรแบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ บ้านสวยแสนสุข…และมักจะเป็นบ้านเดี่ยวชานเมือง…แต่ถ้าสามีหรือไม่ก็ภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายกับชีวิตเรียบง่ายแสนสุขที่ขาดสีสันจนทำให้เกิดความหวังจะปฏิวัติปรับเปลี่ยนขึ้นมาบ้างล่ะ?

ในภาพยนตร์ Revolutionary Road โฟกัสไปถึงจุดเล็กๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตอันคุ้นเคยของตัวเองผ่านคู่สามี-ภรรยาคู่หนึ่ง…

“แฟรงก์” และ “เอพริล” (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ,เคท วินสเล็ต) คู่สามีภรรยาที่เริ่มสัมผัสได้ถึงความเหินห่าง และความรู้สึกหยั่งลึกที่ยากจะเข้าใจของฝ่ายเอพริลนำมาซึ่งความระหองระแหง…และกลายสภาพเป็นความสิ้นหวังในชีวิตคู่ที่นำมาสู่โศกนาฏกรรม

Revolutionary Road ดัดแปลงบทจากนวนิยายของ Richard Yates ซึ่งภาคนวนิยายนั้นเป็น 1 ใน 100 หนังสือที่คนอเมริกันควรอ่านในชาร์ทการจัดอันดับของนิตยสารไทมส์

หนังเล่าเรื่องโดยใช้ฉากหลังคืออเมริกายุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านตัวละครครอบครัว “วีลเลอร์” เป็นเรื่องราวในห้วงกลางยุค 50 ของคู่สามี ภรรยาที่ย้ายมาปักหลักใช้ชีวิตในชานเมืองแถบคอนเนคติกัต พวกเขาซื้อบ้านหลังหนึ่งบนถนนที่ชื่อ “ปฏิวัติปรับเปลี่ยน” (Revolutionary Road)

หนังสะท้อนภาพยุควินเทจของครอบครัวประเภทเพอร์เฟ็กต์ลวงตา โดยการประชดประชันราวกับกำลังดูหนังโฆษณาบ้านจัดสรร กับครอบครัวแสนสุขก็มิปาน

ซึ่งขัดแย้งแตกต่างกับสภาพความจริงที่ที่ตัวละครเผชิญ เมื่อเรื่องจริงคือ “เอพริล” นั้นแสนเบื่อหน่ายจำเจกับชีวิตเพอร์เฟ็กต์ชานเมือง ความรู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งแวดล้อม และสิ่งรายล้อมรอบตัวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตนำมาสู่ความเหินห่างของสามี ภรรยา

กระทั่งเอพริลมีแนวคิดว่า ถ้าครอบครัวย้ายออกจากชานเมือง และไปอยู่ในมหานครแห่งสีสันพลุกพล่านอย่างปารีส น่าจะช่วยพยายามกอบกู้ชีวิตคู่ และยังเปิดโอกาสให้แฟรงก์ได้ค้นพบหางานที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆมากกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมือง

แนวคิดที่เอพริลเสนอสามีว่าเมื่อย้ายไปปารีสเธอจะสมัครทำงานเป็นเลขานุการให้องค์กรระหว่างประเทศ ส่วนแฟรงก์ใช้เวลาระหว่างนี้หาความรู้เพิ่มเติม และค้นหาว่าสนใจจะทำอะไรที่ชอบ ฟังดูดีด้วยแนวคิดจะปฏิวัติปรับเปลี่ยนนี้

แต่เอาเข้าจริงสภาพชีวิตแบบอเมริกันต้นยุคของทุนนิยมไม่ได้เอื้ออำนวยให้ทำกันได้ง่ายดายเช่นนั้น เมื่อแฟรงก์ได้รับข้อเสนอที่ดีที่ควรจะอยู่ทำงานในอเมริกาต่อ ขณะที่เอพริลเกิดเรื่องบังเอิญที่ทำให้ต้องมาหยุดความฝันนั้น

และเมื่ออะไรก็ตามไม่เป็นไปอย่างที่ชีวิตคิดไว้ ความโกรธจึงเข้ามาแทนที่ ภาพความอบอุ่นของครอบครัววีลเลอร์ที่หนังทำให้เห็น รวมทั้งผ่านปากคำของเพื่อนบ้านของครอบครัวนี้ที่ต่างก็มองแฟรงก์ และเอพริลคือคู่ชีวิตเพอร์เฟ็คต์ที่ดูมีรสนิยมนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่บนถนนเรโวลูชั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องเปลือกนอกเท่านั้น

โดยสาระของเรื่องราวที่สะท้อนแง่มุมของชีวิตครอบครัวอเมริกัน และสภาพสังคมยุคแรกเริ่มของทุนนิยมผ่านฉากมนุษย์เงินเดือนทำงานออฟฟิศ

แฟรงก์คือหนึ่งในหัวหน้าครอบครัวจำนวนมากมายที่แต่งตัวใส่สูทผูกเน็คไทสวมหมวกเดินทางออกมาทำงานพร้อมๆ กัน มีโต๊ะทำงานส่วนตัวเล็กๆ ที่ถูกกั้นเป็นคอก เป็นภาพมนุษย์เงินเดือนยุคอเมริกันดรีมผ่านตัวละครแฟรงก์ที่สะท้อนการเป็นทาสที่ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ของระบบทุนนิยม ขณะที่เอพริลคือตัวละครฝั่งตรงข้ามที่อยากจะปลดแอกความซ้ำซากจำเจ แต่ก็ต้องพ่ายให้ระบบในที่สุด

เมื่อไม่สามารถยอมรับกับสภาพความเป็นจริง และรูปแบบวิถีชีวิตของคนส่วนมากที่พร้อมหลั่งไหลเป็นมนุษย์ยุคทุนนิยมได้พวกเขาจึงต้องอยู่กับความ”สิ้นหวัง” มากกว่าจะเป็น “ความหวัง”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์