Benjamin Button ฝาแฝดของ ?กัมพ์? และการเป็นหนังออสการ์

Home / วิจารณ์หนัง / Benjamin Button ฝาแฝดของ ?กัมพ์? และการเป็นหนังออสการ์

หนังจอกว้าง
นันทขว้าง สิรสุนทร

มีสูตรง่ายๆ จนเกือบจะเรียกว่า ฉาบฉวย ในการทายว่าหนังเรื่องไหนได้ ออสการ์ แต่ละปี ก็คือ ดูว่าภาพยนตร์เรื่องใดเข้าชิงมากที่สุด


มันไม่ใช่เรื่องผิดแน่นอน (และไม่ใช่เรื่องเก่ง) เพราะจะพลิกย้อนประวัติศาสตร์กลับไปกี่หน้า หนังที่ได้ตุ๊กตาทองแสนป๊อปปูลาร์ของอเมริกัน ก็มาจากหนังที่เข้าชิงจำนวนสูงสุด

มันเหมือนเราก็รู้อยู่ว่า ไวน์ที่คนดื่มนิยมก็มาจาก ชาโต้ รถแข่งที่เป็นตัวเต็งก็อยู่ในกลุ่ม เฟอร์รารี-แม็คคลาเรน หรือจะทายว่าใครได้แชมป์เทนนิสแกรนด์สแลมปีนี้ ก็ต้องนาดาลหรือเฟดเอ็กซ์

ผมถึงคิดว่าการทายหนังชนะออสการ์ถูก มัน ไม่ใช่เรื่องเก่ง คนขายไข่ปิ้งที่มีลูกสอง และต้องแบกหาบตากแดด เก่งกว่าคนทายออสการ์และนักวิจารณ์หนังเยอะ หรือพูดอีกมุมหนึ่ง คนที่ออกมาประกาศตนว่า ไม่ชอบทั้งฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ก็เจ๋งกว่าการทายออสการ์ได้แม่น

พอมีสูตรการทายบางอย่างอยู่ ผมจึงรู้สึกตั้งนานแล้วว่า การทายออสการ์ว่าจะเป็นหนังเรื่องใด ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน ออกจะน่าเบื่อมานานแล้วเสียด้วยซ้ำ

ปีนี้ก็คงไม่สนุก เพราะ The Curious Case of Benjamin Button มีความพร้อมทุกอย่างสำหรับการสร้างออกมาเพื่อเป็นหนังยอดเยี่ยมของ ออสการ์ (ทั้งอย่างจงใจและไม่เจตนา) นอกจากการเข้าชิงมากถึง 13 สาขาแล้ว สเกลของหนัง รูปร่างหน้าตาของหนัง หรือโครงสร้าง ทิศทางต่างๆ เข้าสเปก คณะกรรมการออสการ์หมด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่พยายามจะยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง การพยายามจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ของคนธรรมดา (อเมริกันโปรดปรานอะไรแบบนี้มาก) และที่สุด การพยายามจะมองโลกอย่างมีความหวัง และเข้าใจชีวิต

เบนจามิน บัตตัน ไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่เป็นแบบนี้ คนที่เป็นแบบนี้ดีที่สุด ถูกรสนิยมคนดูโดยมากที่สุด และมีเกรดเสียด้วย เคยเกิดขึ้นแล้ว ก็คือ ฟอร์เรสต์ กัมพ์ ในปี 1994

แต่เราต้องพูดแบบนี้ครับ, นับจาก ยอดชายนายกัมพ์ (ทอม แฮงค์ส) เมื่อ 15 ปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ บุคลิกแบบนี้ ในหนังแบบนี้ ไม่มีใครทำได้ดีเท่าเหมือน เบนจามิน บัตตัน เลย

ผมถึงบอกว่า หนังเรื่องนี้มีโอกาสจะได้ออสการ์ปี 2009 มากกว่าที่ลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือเขียนให้ชัดเจนก็คือ เบนจามิน มีโอกาสจะขึ้นไปรับตุ๊กตาทองหนังเยี่ยม มากกว่าที่ นาดาล จะเป็นแชมป์เฟรนช์โอเพ่นปีนี้ หรือมีโอกาสมากกว่านายกฯ ทักษิณ จะได้กลับประเทศในปีนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงไม่ต้องฟันธง (กระทั่งเป็นหมอเดามั่วๆ) ก็สามารถทำนายทายทักต่อไปได้อย่างน่าหมั่นไส้อีกกว่า บรรยากาศออสการ์ปีนี้ในบ้านเรา จะไม่ดังเหมือนยุคก่อนๆ

มีเหตุผลมาแจกแจงให้หายหมั่นไส้ครับ ผมได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์แล้ว 3 ใน 5 เรื่อง (Revolutionary Road, Milk, Benjamin Button) และพบว่า ทั้งสามเรื่องดีหมด มีด้านลึกแต่ไม่มีด้านกว้าง หมายความว่าเป็นหนังที่อะไรลุ่มลึกให้ตีความไม่น้อย แต่ไม่ใช่หนังดูง่ายๆ ในแบบหนังตลาด อีกทั้งการเล่าเรื่องของมันเอง ก็อาจไม่ใช่รสนิยมแบบที่คนไทยจะชอบ

พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นหนังดี แต่ไม่ใช่หนังที่จะป๊อปปูลาร์ได้ในคนดูกลุ่มใหญ่ Revolutionary Road ไม่ใช่ Titanic 2 แต่กระเดียดไปทาง American Beauty มากกว่า และ Benjamin Button แม้พยายามจะเป็น Forrest Gump แต่ก็ไม่รื่นรมย์และลื่นไหลเท่า

อันไม่ได้หมายความว่า หนังขาดด้านลึกนะครับ แค่เรื่อง เท้า ของพระเอกนางเอกนี่ ถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ คงต้องใช้หน้ากระดาษในการพิมพ์ราวๆ 4 หน้าเสียแล้ว

มีคนมาถามว่า แล้วควรจะไปดูหนังที่เข้าชิงออสการ์หรือ ไอ้เบนจามิน บัตตัน น่ะ คำตอบนี้ต้องถามคุณก่อนว่า คุณมีจุดมุ่งหมายใดในชีวิต?

คุณชอบอยู่ไปวันๆ ไม่อยากนึกคิดอะไรกับหนังเลย ขอแนะว่า อย่าไปดู เพราะนี่คือหนังที่มีอะไรให้คิดตามถึงสนุก ย้อนยุคอีก และยาวร่วมสามชั่วโมง (เกือบ 170 นาที) เล่นเอา 5 ทุ่มของคืนวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรอบนักข่าวที่เซ็นทรัลเวิลด์นั้น ต้องเดินออกอีกทางหนึ่ง (เพราะห้างปิดทุกทางแล้ว)

แต่ถ้าคุณชอบดูหนังที่มีแง่มุม บอกตัวเองว่าอยากดูหนังดีๆ มีสาระ กระทั่งอดทนได้บ้างเมื่อหนังไม่ได้เดินเรื่องโฉ่งฉ่าง ตึงตังแบบที่คุณอยากเห็น นี่ก็นับว่าเป็นต้นทุนที่น่าไปดูหนังเรื่องนี้แล้ว (หรือถ้าจะเอาแบบฉาบฉวย ไปดูเพราะมันจะเป็นหนังเยี่ยมออสการ์ปีนี้ ก็โอเค เหมือนทั้งปีทั้งชาติไม่อ่านหนังสืออื่นๆ รอซื้อหนังสือซีไรต์ ถ้าฉาบฉวยแบบนี้ ก็โอเคแล้วกัน)

หากเปรียบเป็นหนัง, เบนจามิน บัตตัน ไม่ใช่หนังสืออ่านเร็วๆ และสนุก มันเป็นวรรณกรรมมีถ้อยคำไพเราะ ที่ต้องค่อยๆ อ่าน บนเตียงนอนหรือระเบียงบ้าน

เหมือนเราไปดื่มไวน์กัน และไม่มีนักดื่มที่ไหน ที่เขารีบซดเหมือนเหล้าเถื่อน


หมายเหตุ : ขออนุญาตขอบคุณ ท่านผู้อ่านมากมายที่มาทักทายและทักถาม รวมทั้งมีความสุขกับการไปดู โหดหน้าเหี่ยว เพราะเชื่อเครดิตกัน (ฮา) ผมไม่เคยเจอคนเยอะๆ เดินมาบอกว่า ไปดู โหดหน้าเหี่ยว มาแล้วหลายคน หลังจากวิจารณ์แนะนำให้ไปดูหนังเรื่องนี้ทั้งทางนสพ.และทีวี สิ่งที่ดีเห็นจะเป็นว่า นักวิจารณ์ก็ไม่ได้ตีวงจำกัดตัวเองว่าจะดูหนังตลกโปกฮาไม่ได้ และที่ดีกว่านั้นอีกก็คือ คนอ่านหรือผู้ชมไปดูแล้ว ก็มีความสุขหัวเราะจริงๆ พี่โหดอาจจะหน้าเหี่ยว แต่งานนี้ เฮียฮ้อ นายทุน หน้าแจ่มใสแน่นอน (ฮา)

ที่มาจากหนังสือพิมพ์