เดอะ รีดเดอร์ สัมพันธภาพอันแฝงเร้น

Home / วิจารณ์หนัง / เดอะ รีดเดอร์ สัมพันธภาพอันแฝงเร้น

โดย แป้งร่ำ

“เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ฉันก็เริ่มรู้จักฉัน และคุณเริ่มรู้จักตัวเอง”

ฮันนา สมิทธ์ หญิงสาววัย 36 ปี เอ่ยประโยคข้างต้นเบาๆ ก่อนที่จะเงยหน้าสบตากับ มิคาแอล แบร์ก หนุ่มน้อยวัย 15 ฝน ซึ่งกำลังรู้สึกสับสนในชีวิตวัยรุ่นที่คล้ายจะว่างเปล่าของตัวเอง

เป็นคำพูดที่เกิดขึ้นหลังจากที่ดอกไม้ในหัวใจของทั่งคู่ ค่อยๆ เบ่งบานจนนำไปสู่ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งทว่าเร้นลับ…และแสนเศร้า

ในทุกเย็นหลังเลิกเรียน มิคาเอลจะก้าวเท้าอย่างรีบเร่งมายังบ้านของฮันนา แต่ก่อนที่ก้าวสู่วังวนของแรงปรารถนา “โอดิซซี” , “เอมิเลีย กาลอตตี้” , “เฒ่าผจญทะเล” และวรรณกรรมระดับโลกอีกหลายๆ เรื่อง คือสิ่งสำคัญที่มิคาเอลจะต้องใส่ใจอย่างจดจ่อ เพราะคำขอร้องที่ว่า

“เสียงเธอเพราะดีออกเด็กน้อย ฉันอยากให้เธออ่านหนังสือให้ฉันฟัง”

ทุกความรู้สึกดำเนินไปอย่างเรียบเรื่อย ทว่าวันหนึ่งเงาเมฆครึ้มก็พาดผ่านฟ้าใสๆ เมื่อมิคาเอลพบแต่ความว่างเปล่าหลังประตูห้องของฮันนา

และเมฆครึ้มนั้นก็ทาบทับใจของหนุ่มน้อยคนนี้อย่างยากจะลบเลือน

จนกระทั่งวันที่เขา…ในฐานะนักศึกษาวิชากฎหมายได้ไปพบเธอ…อีกครั้ง ในฐานะยามประจำค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ ศาลพิพากษาอาชญากรสงคราม

และความลับที่เคยซ่อนเร้นก็ค่อยๆ เผยความจริงออกมา

เมื่อ 4 ปีก่อน เดอะรีดเดอร์เคยทำให้ตัวเองตกใจมาครั้งหนึ่ง ขณะที่กำลังอ่านฉบับหนังสือ ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ เบอนาร์ด ชลิงค์ ถ่ายทอดโดยสมชัย วิพิศมากูล จาก สนพ.มติชน

ตกใจกับน้ำตาที่จู่ๆ ก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว หลังจากอ่านภาค 3 ของเรื่องไปได้ไม่กี่หน้า แต่จะให้วางก่อนก็ทำไม่ลง เลยตัดสินใจอ่านต่อทั้งที่แอบกลัวว่ากระดาษจะเป็นรอยด่างจากหยดน้ำตา และไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เดอะ รีดเดอร์จะเป็นหนังสือขายดีระดับโลก ที่ได้รับการแปลถึง 37 ภาษา

วันที่รู้ว่า สตีเฟ่น ดัลดรี้ ผู้กำกับที่มีงานแค่ 2 เรื่อง แต่เข้าชิงออสการ์ทั้ง 2 เรื่อง อย่าง Billy Elliot และ The Hours หยิบหนังสือเล่มนี้มาถ่ายทอดบนจอกว้าง ถึงจะดีใจแต่ก็แอบหวั่นใจอยู่เล็กๆ ว่าหนังจะออกมายังไงกัน (วะ)

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่จะถ่ายทอดหนังสือที่แยบยลอย่างนี้ให้จับใจได้เหมือนตัวต้นฉบับ ถ้าทำไม่ดีหรือไม่ถึง อนาคตที่กำลังรุ่งๆ เตรียมพบกับความมืดได้เลย

และเมื่อเครดิตหนังจบขึ้น ความรู้สึกแรกที่วาบขึ้นมาก็คือโล่งใจ (ในระดับหนึ่ง)

โล่งใจที่ตีความประเด็นในเรื่องที่บทประพันธ์ซ่อนไว้ได้อย่างลึกซึ้ง และถ่ายทอดได้อย่างมีชั้นเชิง

สตีเฟ่น ดัลดรี้ ฉลาดที่จะเล่าเรื่องโดยลดบางประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายออกไปบ้าง และตีความให้มุมมองของความรักในหนังสะเทือนใจยิ่งกว่าตัวอักษร แต่น่าเสียดายที่บางจังหวะยังไม่ลงตัวมากนัก ในบางฉากสำคัญอารมณ์กลับยังไม่ถึงจุดพีคเพราะอยู่ดีๆ ก็หยุดเอาดื้อๆ เลยทำให้ประทับใจแบบกั๊กๆ ไปซะงั้น

ยังดีที่ดึงความสวยงามของภาพมารับใช้เรื่องได้ค่อนข้างสมดุล โดยเฉพาะบางฉากที่แทบไม่ต้องพูดอะไร เพียงแค่มองภาพก็รู้สึกได้เอง

และที่ดีที่สุดคือ ฿เคท วินเสลต฿ ดูเรื่องนี้จบแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงของเวทีออสการ์จากเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นเรโวลูชันนารี โรด

เคทเปลืองตัวไม่น้อยที่ทำให้ฉากรักจากหนังสือชัดเจนขึ้น แต่ไม่มีน่าเกลียดเลยแม้แต่นิดเดียว และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เธอทำให้ยอมรับได้เลยว่าเธอคือนักแสดงตัวจริง โดยเฉพาะฉากในศาลที่ทรงพลังและมีมิติสุดสุด และทำให้เชื่อในการตัดสินใจของฮันนาได้อย่างไม่มีข้อกังขาถ่ายทอดอารมณ์เจ็บปวดได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน

เพราะเดอะ รีดเดอร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องประโลมโลกย์อย่างที่หน้าหนังนำเสนอเท่านั้น แต่กามารมณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปสู่ปมจิตวิทยาแห่งความรุนแรงที่คนกระทำต่อคนด้วยกัน ตั้งแต่ระดับปัจเจกจนไปสู่ระดับของอภิมหาสงคราม ซึ่งเป็นพล็อตรองของเรื่องราว

เป็นการทำร้ายที่อยู่บนพื้นฐานของคำว่า “ไม่รู้” และนำไปสู่ความสับสนทรมาน

ถึงแม้จะมีบางเสียงมองว่าเดอะ รีดเดอร์พยายามที่จะลดทอนประเด็นของความโหดร้ายที่เยอรมันกระทำต่อนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความรักและความน่าสงสาร

แต่ความรักเชิงกามารมณ์และความน่าสงสารระหว่างเด็กหนุ่มและสาวแก่วัยกว่านี้ ก็นำไปไกลถึงการตั้งคำถามถึงการตีความทางกฎหมาย สิทธิมนุษยชน รวมถึงคำถามที่ว่า หากคนที่กระทำสิ่งเหล่านั้นคือคนที่เรารักล่ะ เราจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งในยุคสมัยที่เรื่องดำเนินนั้น เป็นช่วงที่ชาวเยอรมันไม่มีอดีตมีเพียงปัจจุบัน ไม่มีใครอยากพูดถึงบาดแผลที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ เพราะใครจะไปรู้ หนึ่งในผู้ก่อบาดแผลนั้น อาจเป็นพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวเองก็ได้

ทว่าเมื่อความลับเปิดเผยออกมา เรื่องใหญ่ๆ พวกนั้นก็พ่ายแพ้ต่อเรื่องเล็กนิดเดียว เรื่องเล็กแต่ร้าวลึกของคนรักหนังสือที่ไม่สามารถอ่านหนังสือที่ตัวเองรัก

ทั้งหมดเป็นสัมพันธภาพที่แอบแฝงและเชื่อมโยงกันไปมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์