เหมย หลันฟาง : เพราะโลกนี้คือละคร

Home / วิจารณ์หนัง / เหมย หลันฟาง : เพราะโลกนี้คือละคร

คงน่าเศร้าใจอยู่ไม่น้อย ถ้าชีวิตหนึ่งที่ก่อเกิดต้องใช้แต่ละวินาทีให้ผ่านเลยด้วยจิตใจที่อ้างว้าง

และยิ่งถ้าคนอ้างว้างคนนั้น ต้องแบกชื่อเสียง ความสำเร็จ รวมถึงความคาดหวังไว้บนบ่า ภาระนั้นจะหนักหนาสักเพียงใด

ช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ สังคมจีนเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนที่เป็นผลของการเปิดประตูบ้านต้อนรับอารยธรรมที่แตกต่างจากตะวันตก จนหลายๆ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของขนบจีนดั้งเดิมถูกท้าทาย

“เหมย หลันฟาง” (หลี่หมิง) เองก็หนีกระแสนี้ไม่พ้น และยังปะทะกับแรงกระแทกอย่างไม่รู้ตัว หลันฟางเติบโตมาในครอบครัวงิ้ว แต่มุมมองที่เขามีต่อการแสดงออกของงิ้วกลับต่างไปจากคนในครอบครัว เพราะเชื่อตามที่หนุ่มนักเรียนนอกอย่าง “พี่ชิว” ที่บอกว่า นอกจากท่าทางร่ายรำและคำร้องแล้ว ควรถ่ายทอดจิตวิญญาณของการแสดงผ่านสีหน้าและแววตาด้วย ขณะที่อาจารย์ที่สอนต้องการให้ทุกอย่างคงไว้ตามครรลองเดิม

เมื่อความเห็นขัดแย้ง ไม่แปลกที่จะกลายเป็นคู่แข่ง เพียงแต่การแข่งขันนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานเพื่อ “เกียรติยศและศักดิ์ศรี” ของ “ศิลปะ” ไม่ใช่ “ชัยชนะ” เพียงอย่างเดียว

ในวันที่เขาและงิ้วผสานกลายเป็นหนึ่งเดียว ชีวิตของหลันฟางก็ราวกับมีมือที่ไร้รูปขีดเส้นให้ก้าวเดิน และเป็นมือที่ฉีกปากของเขาให้แย้มยิ้มกับผู้คน ขณะเดียวกันก็ขว้างสิ่งงดงามที่ทำให้เขายิ้มได้จากใจออกไปข้างทาง

“ถ้าอ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว ไม่แปลกหรอกที่จะได้กลิ่นน้ำเน่านิดๆ โชยมาตามลม”

ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่มีการบรรจงแต่ง แต่เป็นชีวิตจริงที่บุคคลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านอุปรากรจีนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์แดนมังกร

หลังจากเสียศูนย์จาก “”เดอะ โพรมิส”” ไปมากพอตัว “เฉินไค๋เก๋อ” ก็กลับมาทวงบัลลังก์ของผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าสร้างศิลปะบนจอกว้างได้อย่างงดงามและประณีต จากหนังเชิงอัตชีวประวัติเรื่องนี้

เพราะถ้า “เด็ก สัตว์ เอฟเฟ็คต์ สลิง” คือความยุ่งยากของผู้กำกับแล้วละก็ หนังเชิงอัตชีวประวัติก็เป็นประเภทของศิลปะที่น้อยคนนักอยากถ่ายทอด

เหตุผลก็คือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตีความและถ่ายทอดได้อย่างสมดุล ไม่โน้มเอียงจนกลายเป็นการยกยอ หรือลำเอียงจนกลายเป็นอคติ

ทว่านอกจากฉาก บรรยากาศ การแสดงงิ้วที่เผยให้ทั้งโลกได้เห็นความเป็นจีน ที่ทุ่มทุนสร้างได้อย่างตระการตา และไม่ทำให้ผิดหวังแล้ว การตีความชีวิตของคนมีชื่อเสียงคนหนึ่งในมุมมองของเฉิงไค๋เก๋อก็น่าสนใจและครบทุกรสชาติทั้งเศร้า ซึ้ง หวาน และขม ทำให้เวลากว่าสามชั่วโมงในการนั่งเฝ้าหน้าจอผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเอ่ยถึงเหมย หลันฟาง ด้านสว่างที่คนมองเห็นคือ พรสวรรค์ที่ล้นปรี่ การสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้งิ้วจีน และความพยายามเผยแพร่งิ้วสู่โลกตะวันตก ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงแก่ประเทศเสรี หากสิ่งที่เฉินไค๋เก๋อทำคือ การพยายามแสดงความเป็นเหมย หลันฟาง ออกมา ให้เห็นถึงตัวตนในขณะที่ไม่ได้สวมชุดงิ้ว ไม่แต่งแต้มมีสีสันบนใบหน้า และไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายที่รอคอยจะปรบมือ

และด้วยฝีมือของหลี่หมิงก็สามารถถ่ายทอดให้เห็นถึงมุมของความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งบวกและลบ เมื่อกลัวก็นั่งแอบในห้องน้ำ เมื่ออ่อนแอก็ร้องไห้ออกมาได้อย่างไม่อาย โกรธหนักหนาเมื่อเห็นศิลปินงิ้วตกอับ แสดงราวกับจำอวดแลกเศษเงิน หัวเราะ ยิ้ม และมีความรักได้อย่างอ่อนโยน

ด้วยเหมย หลันฟาง ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ เหมือนกับคนอื่น

แต่ด้วยบทบาทของ “ศิลปิน” หลายครั้งเขาจึงต้องหักห้ามความรู้สึกส่วนตัวทั้งความกลัว ความอ้างว้าง และก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของนักแสดงให้ได้รับการยกย่องในฐานะของผู้ถ่ายทอด ไม่ใช่แค่ “คนเต้นกินรำกิน” หรือแม้ในห้วงสภาวะของสงครามก็ต้องปกป้องศิลปะไม่ให้กลายเป็นโทรโข่งทางการเมือง

“เหมย หลานฟาง ไม่ได้เป็นของคุณ ไม่ได้เป็นของฉัน แต่เขาเป็นของผู้ชมทุกคน” ประโยคที่ภรรยาของเหมย หลันฟาง เอ่ย คงอธิบายเหตุผลของทุกการกระทำได้อย่างชัดเจน

ถ้าโลกนี้คือเวทีละครอันกว้างใหญ่ เหมย หลันฟาง ก็เป็นอีกตัวละครที่พยายามแสดงบทบาทของเขาให้สมบูรณ์แบบที่สุดจนลมหายใจสุดท้ายมาเยือน

และเป็นเหตุผลสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนแท้จริงของเขาให้จับใจ ได้ยิ่งกว่าบทบาทจากบทประพันธ์อมตะเรื่องใดในโลกมายา

“หนังดีๆ แบบนี้ฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ (อีกแล้ว)”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์