“ฮาเกน” บทเรียนคนทำงาน ในทุกสถานการณ์ (โดยเฉพาะยามวิกฤตเศรษฐกิจ)

Home / วิจารณ์หนัง / “ฮาเกน” บทเรียนคนทำงาน ในทุกสถานการณ์ (โดยเฉพาะยามวิกฤตเศรษฐกิจ)

สองสามรัฐบาลหลังเป็นต้นมาจนรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเพื่อเอาใจข้าราชการ หรือรวมทั้งความจริงของภาวะเศรษฐกิจที่ข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ เรามักได้ยินข่าวขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งมีมาเป็นระยะ กระทั่งข่าวล่าสุดไม่กี่วันนี้มีทีท่าว่าเที่ยวนี้จะไม่ได้ขึ้นเสียแล้ว ให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

ประเด็นคือ ข้าราชการไทยซึ่งได้รับคำจำกัดความจากสังคมมาแต่ไหนแต่ไรว่า “เช้าชามเย็นชาม” นั้น ทำงานคุ้มเงินเดือนทั้งที่ได้รับอยู่ก่อนหน้าและที่เพิ่งขึ้นมาให้หรือเปล่า

หนังชุดญี่ปุ่นเรื่องนี้ “ฮาเกน โนะ ฮินคากุ” หรือ ” พนักงานชั่วคราวชั้นดี” หรือที่ว่าพากย์อังกฤษว่า “ศักดิ์ศรีพนักงานชั่วคราว” ให้คำตอบที่มากและกว้างกว่านั้น

การทำงานคือชีวิต

อย่างที่บอกกันแทบทุกคราวว่าญี่ปุ่นมักมีสายตาแหลมคม ในการหยิบปัญหาหรือประเด็นสังคมซึ่งเกิดขึ้นตามภาววิสัย มาทำเป็นหนังชุดให้ดูสนุกกันเสมอๆ

ปัญหาเศรษฐกิจที่โลกรับรู้ว่าญี่ปุ่นมีอัตราชะลอตัวและหยุดนิ่งมาแต่ทศวรรษ 90 ทำให้คนในประเทศต้องตื่นตัวกันเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือตัวเองและช่วยเหลือบ้านเมือง ข้าราชการญี่ปุ่นทำงานหนักกันชนิดเด็กรุ่นหลังไม่เคยเห็น

สถานที่ราชการหลายต่อหลายแห่ง ขนาด 4 ทุ่มแล้วก็ยังเห็นไฟเปิด มีคนทำงานกันยังไม่ได้กลับบ้าน

เราเคยเห็นภาพเช่นเดียวกันนี้กับข้าราชการไทยหรือไม่

สถานการณ์เช่นนั้นทำให้เอกชนต้องเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก บริษัทส่วนใหญ่เริ่มมีการจ้างคนนอกหรืองานนอกอย่างที่เรียกว่า “เอ๊าต์ซอส” กันเป็นคราวๆ ที่จำเป็น ยิ่งกว่าจะจ้างพนักงานประจำ ซึ่งประหยัดรายจ่ายได้มากกว่า

ทำให้จากทศวรรษดังกล่าวเป็นต้นมา ญี่ปุ่นเกิดพนักงานชั่วคราวที่เรียกว่า “ฮาเกน” ขึ้นถึง 3 ล้านคน มีการเขียนกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นรองรับสถานะพนักงานชั่วคราวเหล่านี้ ที่ตามกติกาแล้วจะไม่มีโบนัส ไม่มีสวัสดิการเช่นพนักงานประจำ มีสัญญาทำงานเพียงครั้งละ 3 เดือน หากผู้จ้างพอใจก็จะต่อสัญญาอีก 3 เดือนเป็นคราวๆ ไป

เงินเดือนคิดเป็นรายชั่วโมง

ในวัฒนธรรมองค์กรแบบญี่ปุ่น ซึ่งพนักงานมักทำงานกันแบบถวายตัวถวายหัวใจ อยู่ไปจนตายเหมือนครอบครัวนั้น พนักงานชั่วคราวคือฮาเกนหรือ “เทมป์” มักถูกมองต่ำชั้นกว่า ว่าไม่รักองค์กรเหมือนพนักงานประจำบ้าง หากเป็นหญิงก็เข้ามาหาผู้ชายแต่งงานบ้าง ฯลฯ

จึงถูกปฏิบัติเหมือนคนรับใช้ยิ่งกว่าจะเป็นพนักงานด้วยกัน ถูกใช้ชงชา กาแฟ หรือใช้ไปซื้อข้าวซื้อของกิน นอกเหนือจากงานที่ต้องทำอยู่แล้ว

แม้แต่ในสังคม พ่อแม่ที่ลูกชายไปแต่งกับหญิงซึ่งเป็นพนักงานชั่วคราว ก็ยังรู้สึกเสียหน้าอายชาวบ้าน

ขนาดนั้น

“หนังญี่ปุ่นชุดนี้พยายามแสดงให้เห็นว่าคนทำงานอย่างทุ่มเทเป็นมืออาชีพนั้น คุณค่าเสมอกันไม่ว่าในความเป็นมนุษย์หรือความเป็นพนักงานที่แตกต่าง”

หนังญี่ปุ่นมักซ่อนหรือแทรกไปจนถึงกับยืนยันชัดเจนในเป้าหมายด้านบวก แก่ผู้ชมหรือสังคมของตนเสมอ ถือเป็นการใช้งานบันเทิงเป็นเครื่องมือชักจูง โน้มน้าวให้เกิดผลในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หรือเป็นสื่อการเรียนรู้อย่างทรงประสิทธิภาพทีเดียว

ทางหนึ่งให้คุณค่าของงานและคนทำงาน อีกทางหนึ่งตั้งคำถาม (เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้คนในภาวะวิกฤตของบ้านเมือง) ต่อพนักงานประจำ (หรือแม้แต่ข้าราชการทั้งหลายของตัว) ว่าทำงานคุ้มเงินเดือนหรือยัง

หนัง 10 ตอนจบของเอ็นทีวี ช่วงต้นปี 2007 เรื่องนี้ ให้ “ชิโนฮารา เรียวโกะ เป็นฮาเกนเอบวก ขณะเดียวกันก็ให้ “เคโตะ อาอิ” เป็นฮาเกนมือใหม่ซึ่งทำอะไรไม่เป็นเลย เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบกันและกัน ในการสร้างตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมซึ่งไม่เป็นมิตร

ขณะเดียวกันก็เปรียบเทียบสมรรถนะการทำงานกับพนักงานประจำด้วย

คือ ถ้าพนักงานประจำมีประสิทธิภาพ ทำไมต้องจ้างฮาเกนเข้ามาช่วยหรือเข้ามาเสริม

“ในสังคมซึ่งปราศจากการตรวจสอบเช่นการทำงานบ้านเรานั้น ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ สิ้นปีเอาไปขั้นหนึ่ง เป็นถ้อยประโยคเสียดสีข้าราชการซึ่งมีมานานนับเป็นครึ่งศตวรรษแล้ว คำถามก็คือ ข้าราชการทุกวันนี้ ทลายภูผาของถ้อยคำนี้ลงได้หรือยัง”

เห็นได้ไม่ยาก

หนังทำให้เรื่องยากๆ ฟังแล้วน่าจะเครียดเรื่องนี้ ออกมาในท่วงทำนองขบขัน ทั้งฮาลึกและฮาผิวเผิน ให้ฮาเกนเอบวกเป็นคนเอาจริงเอาจังชนิดสุดโต่ง ไม่พูดเล่นยิ้มหัว ทำงานในฝ่ายการตลาดตรงเวลาเลิกตรงเวลา ไม่ทำล่วงเวลา ไม่รับใช้ซื้อข้าวของให้ใคร ฟังคำสั่งเฉพาะหัวหน้า ไม่มีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

มีหัวหน้าฝ่ายขายหัวหยิก “โออิสุมิ โย” จอมคุยโวรอบจัดแต่รักบริษัท ซึ่งมองฮาเกนในทางลบ คอยติดตามราวีอยู่ตลอด แม้จะรักจริงหวังแต่งในตอนหลังก็ตาม

ความเก่งกาจของฮาเกนเอบวกที่ดูเหมือนซุปเปอร์วูแมน ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน จนถึงแล่ปลาแซลมอนโชว์ในห้าง เจรจาการค้าภาษารัสเซียได้ ฯลฯ แม้จะให้ความรู้สึกเกินจริงไปบ้าง แต่ก็บอกไปในทีว่ากว่าเธอจะมาถึงขั้นได้ค่าจ้างชั่วโมงละ 3,500 เยนนั้น เธอผ่านการเรียนรู้อะไรมาแล้วเท่าไหร่ ตั้งแต่เริ่มเป็นพนักงานรับเงินในซุปเปอร์มาเก็ตชั่วโมงละ 600 เยน

การได้เงินเดือนถึงแสนห้าหกหมื่นกว่าบาท มากกว่าพนักงานประจำ หรือมากกว่าฮาเกนหน้าใหม่ที่ได้ชั่วโมงละ 1,200 เยน (เดือนละสองหมื่นกว่าบาท ซึ่งในญี่ปุ่นแทบจะไม่พอค่าเช่าบ้านค่าน้ำค่าไฟ) จึงมีที่มา ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ

หนังเรื่องนี้แม้จะมีความรักเป็นกระสาย ก็แค่ให้เรื่องเดินไปได้พอเพิ่มรสชาติ ให้เป็นหนังเพลิดเพลินขึ้น ไม่ได้มากถึงกับเป็นประเด็นสำคัญ

แต่ดนตรีประกอบที่เปิดบุคลิกตัวฮาเกน ซึ่งกระหึ่มฮึกเหิม หรือทำนองเดินเรื่องที่ไพเราะเช่นเดียวกับเพลงหลักซึ่งขับร้องโดย “นากาชิมะ มิกะ” หรือ “นานะ” ที่คนดูหนังไทยรู้จักดีนั้น ก็น่าฟังไม่ยิ่งหย่อนกว่าเพลงและดนตรีในหนังชุดอื่นๆ

“ชีวิตคือการทำงาน งานคือชีวิต พนักงานชั่วคราวที่สามารถทำงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ จะไม่มีวันตกงาน จะไม่มีวันซังกะตายไร้วิญญาณ เหมือนพนักงานประจำซึ่งรับเงินเดือนไปแค่เดือนหนึ่งๆ อย่างแน่นอน

หนังญี่ปุ่นชุดนี้บอกอะไรผู้ชมไทยบ้าง หรือผู้ชมไทยได้อะไรจากหนังญี่ป่นชุดนี้บ้าง แทบไม่ต้องคิดไม่ต้องถามเลย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์


ฮาเคน โนะ ฮินกาคุ Haken no Hinkaku อืม อยากดูมั่งแฮะ หาดูจากไหนเนี่ย