หนีตามกาลิเลโอ เติบโตด้วยกฎแรงดึงดูด

Home / วิจารณ์หนัง / หนีตามกาลิเลโอ เติบโตด้วยกฎแรงดึงดูด

ThemeRoof-resize

คนที่เข้าไปดู หนีตามกาลิเลโอ งานใหม่ของผู้กำกับฯ ซีซั่นเชนจ์ “ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร” อาจจะงงว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับกาลิเลโอยังไง ซึ่งว่ากันตามตรงไม่เกี่ยวเลย แต่เกี่ยวกับทฤษฎีของกาลิเลโอที่ว่า…

ของไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ถ้าเป็นของชนิดเดียวกันก็จะตกถึงพื้นพร้อมกันเสมอ

เรื่องของที่ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องตกถึงพื้นเสมอนี่แหละ คือ สิ่งที่นิธิวัฒน์กำลังจะเล่า

เชอร์ รี่ (ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ) นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีสุดท้าย โดนพักการเรียนจากการปลอมลายเซ็นอาจารย์เข้าไปใช้ห้องเขียนแบบ อนาคตของเธอเลยดับวูบ เธอเลยตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า และชวนนุ่น (เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ) เพื่อนสนิทอีกคนซึ่งกำลังประสบปัญหาความรักเลิกกับแฟนด้วยปัญหาจุกจิกแบบเด็กๆ ออกเดินทางไปยุโรปเพื่อทำงานเก็บเงินเที่ยวไปเรื่อยๆ แบบครั้งหนึ่งในชีวิต

แม้ว่าหนังจะถ่ายทำที่ต่างประเทศเกือบทั้งเรื่อง แต่สิ่งที่หนังพูดถึงก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องนั่งเครื่องบินไปดู แต่เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว ไม่ใช่เรื่องของต่างประเทศแต่เป็นเรื่องของคนไทย

นิสัยของเชอร์รี่อย่างหนึ่งก็คือความมักง่ายและก็ชอบจะทำอะไรที่เบียดเบียนคนอื่นโดยไม่รู้ตัว และคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครเขาก็ทำกัน แต่อันที่จริงก็เป็นนิสัยปกติๆ ที่คนไทยในประเทศไทยทำกันและก็เห็นได้ทั่วไป อย่างการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย, จอดรถบนทางโค้ง, แซงคิวตอนขึ้นรถไฟฟ้าและเวลาซื้อของ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาๆ เอาง่ายเข้าว่า ซึ่งในเมืองไทยคนมักจะมองข้ามและก็ปลอบใจกันไปว่าช่วยๆ กันไป

ในขณะที่นุ่นก็เป็นแบบอย่างของคนไทยอีกประเภท ที่หัวอ่อนไม่ค่อยมีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อเพื่อนว่ายังไงก็ว่าตามกันไป ทั้งที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร

จากการเดินทาง นุ่นกับเชอร์รี่ได้พบกับตั้ม (เร แมคโดนัลด์) หนุ่มชาวไทยท่าทางแปลกๆ ในปารีส ซึ่งแอบใช้โกดังของรัฐบาล เป็นบ้านและเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะกับเพื่อนๆ เขาอาศัยโดยไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ตักน้ำจากแม่น้ำมาใช้ เวลาอยากกินปลาก็ไปตก ดูเหมือนว่าจะเป็นคนต่อต้านสังคมสมบูรณ์แบบ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลย

“เวลาเขามาจับเพราะแอบใช้ที่ของรัฐทำยังไง?” นุ่นถาม

“ก็เสียค่าปรับไปสิ ก็สมควรแล้วนี่เพราะเราทำผิดจริงๆ นี่” ตั้มตอบหน้าตาเฉยทั้งๆ ที่ค่าปรับตั้ง 2,000 ยูโร

“แล้วถ้าไม่มีเงินขึ้นรถไฟทำยังไง”

“ก็เดินสิ”

…การพบกันกับตั้มก็ทำให้สองสาวค่อยๆ เติบโตไปด้วย

จุดหมายสุดท้ายที่ทั้งสองคนตั้งใจไว้คือ หอเอนเมืองปิซ่า ซึ่งเชอร์รี่อยากจะไปดูว่าทำไมมันไม่ล้ม ยิ่งไปกว่านั้น ลึกๆ แล้วเธอคิดว่ามันก็เหมือนตัวเธอเอง ที่แม้จะเอียงเหมือนจะล้มก็ไม่ล้ม เป็นความสวยงามที่น่าเสี่ยง ซึ่งก็สะท้อนออกมาในงานออกแบบของเชอร์รี่เอง และการเสี่ยงออกเดินทางมายุโรปเพื่อมาตายเอาดาบหน้าของตัวเธอเอง

ที่จริงที่หอเอนเมืองปิซ่าไม่ล้มนั้น เพราะ จิโอวานนี่ ดิ ซิโมเน วิศวกรผู้สร้างหอเอนเมืองปิซ่ารู้ถึงข้อผิดพลาดและชดเชยความเอียงของหอด้วย โครงสร้างและการถ่วงน้ำหนัก

กฎของโลกก็ยังเป็นกฎของโลกเช่นเดิม การที่หอเอนเมืองปิซ่าไม่ล้มไม่ใช่การหักหรือการออกกฎฟิสิกส์ แต่เป็นความเข้าใจ ยอมรับ และปรับตัวไปกับมันต่างหาก

“นั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในที่สุด”

ที่มา : มติชนรายวัน