Public Enemies ศัตรูตัวฉกาจ

Home / วิจารณ์หนัง / Public Enemies ศัตรูตัวฉกาจ

public enemies

ขึ้นชื่อว่าโจรแล้ว ใครบ้างจะรู้สึกเฉยๆกับคำนี้

ยิ่ง ถ้าเป็นโจรที่ทางการถึงกับตั้งรางวัลนำจับ และรุกไล่ขนาดจะจับเป็น-จับตายก็ได้แล้วละก็ ความรู้สึกไม่เฉยที่ว่าคงยิ่งทวีขึ้นมากกว่าเดิม

แต่บทสรุปข้างต้น คงใช้ไม่ได้กับชีวิตจริงของชายที่เป็นตำนาน ณ แผ่นดินอเมริกัน ในปี 1930 อย่าง “จอห์น เฮอร์เบิร์ต ดิลลิงเจอร์ (จอห์นนี่ เด็ปป์)”

“เพราะ ทั้งที่ผู้ชายคนนี้ ปล้นทั้งธนาคารซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาในยุค 30 ตกต่ำ แหกคุกเป็นว่าเล่น แต่เขากลับกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ “ฮีโร่” หรือ “วีรบุรุษ” ของจอมโจรและบรรดาแก๊งสเตอร์ทั้งหลาย”

สัญลักษณ์ที่ว่า เกิดขึ้นจากเสน่ห์อันล้นเหลือ ท่วงท่าอันงามสง่า รสนิยมสูงส่ง และไหวพริบจากสติปัญญาเฉลียวฉลาด

และ ที่สำคัญคือ “คุณธรรมประจำใจโจร” ที่แม้จะทำการอุกอาจในเวลาแค่ 1 นาที 40 วินาที แต่ก็กล่าวกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการซึ่งวางเงินที่ตนมีให้แก่เขาว่า “เก็บเงินของคุณไว้เถอะ เรามาปล้นเงินของธนาคาร ไม่ใช่เงินส่วนตัวของคุณ”

เพราะ งั้นเมื่อวีรบุรุษจอมโจรคนนี้ถูกจับ เลยไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะมาคอยยืนอยู่ระหว่างทางที่รถวิ่งสู่เรือนจำ เพื่อส่งดิลลิงเจอร์ด้วยใจอาลัย

และลุ้นระทึกไปกับวินาทีของชีวิต เมื่อเขาแหกคุกออกมาอีกครั้งเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้แก่หัวใจของ “บิลลี่ เฟรเชตต์ (มารียง คอติยาร์)” ผ่านการไล่ล่าอย่างท้าทายจากฝ่ายที่มีโลโก้แปะหน้าผากว่า “ความดีงาม” อย่างเอฟบีไอ ที่นำทีมโดย “เมลวิน เพอร์วิส (คริสเตียน เบล)”

อ่านๆ แล้ว ลองทายดูซิว่าหนังแนวอาชญากรรม-แก๊งสเตอร์ที่จับเอานักแสดงนำชายสองคนที่ ฝีมือไม่ยิ่งหย่อน มาแบ่งแยกฝ่ายขาว-ดำตามบรรทัดฐานของสังคม และสร้างเส้นเรื่องให้เกิดการปะทะและห้ำหั่นกันของทั้งสองฝ่ายเรื่องนี้ น่าจะเป็นผลงานของใคร

ถ้าทายว่า “ไมเคิล มานน์” ขอบอกว่าถูกต้อง

จะ ว่าไปแล้ว น่าจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการค้นหาคำตอบ เพราะไมเคิล มานน์สร้างความประทับใจให้คอหนังจากเรื่องทำนองนี้มาหลายครั้ง โดยเฉพาะจากเรื่อง “ฮีท” ในปี 1995 ที่ตัวหนัง เส้นเรื่อง และฉากการเผชิญหน้าระหว่างอัลปาชิโน และ โรเบิร์ต เดอ เนโร ทรงพลังและเข้มด้วยคุณภาพจนกลายเป็นตำนานหนึ่งของฮอลลีวู้ด

“ทว่าน่า เสียดายเล็กๆ ที่ในพับลิค เอเนมีส์ ยังทำให้รู้สึกประทับใจขนาดฮีทไม่ได้ ทั้งที่จะว่าไปแล้วทั้งเส้นเรื่อง พล็อต และความขัดแย้งทั้งทางสังคมและแต่ละตัวละครน่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่แพ้ กัน”

ไมเคิล มานน์ ดูจะยั้งๆ มือกับเขียนบทให้หนังอัตชีวประวัติเรื่องนี้ จนทำให้บทขาดความลุ่มลึกกว่าที่ควรจะเป็น โดยเลือกเจาะบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดิลลิงเจอร์และอาชญากรตัวเอ้คนอื่น มากกว่าที่จะเล่นกับสภาวะจิตหรือความรู้สึกภายในของคู่ปรับอย่างดิลลิงเจอร์ และเพอร์วิส ซึ่งมีส่วนสะท้อนถึงสังคมที่คลุมเครือ สับสน และทับซ้อนอย่างยากจะแยกขาว-ดำ ซ้าย-ขวา ได้อย่างชัดเจน

สภาวะยั้งมืออย่างที่ว่า จึงทำให้คาแร็กเตอร์ที่น่าสนใจกลายเป็นคาแร็กเตอร์ที่ค่อนข้างแบน จนลดทอนเสน่ห์ของเรื่องราวลงไป

” แต่ใช่ว่าพลาดจุดนี้ แล้วจะไร้ซึ่งจุดดึงดูดให้ตีตั๋วเข้าไปดูเอาซะเลย เพราะในภาพรวมแล้ว พับลิค เอเนมีส์ ก็ยังเป็นหนังแนวอาชญากรรมที่ไม่ควรพลาดอยู่ดี”

เพราะขนาดบทยั้งๆ ไปบ้าง แต่ฝีมือการกำกับฯของไมเคิล มานน์ และฝีมือของนักแสดงทั้งหลาย โดยเฉพาะจอห์นนี่ เด็ปป์ ที่ลบภาพของแจ๊ค สแปร์โรว์ ที่ติดตาไปได้แบบสิ้นเชิง ก็ยังคงทำให้คำว่า “น่าทึ่ง” ลอยวนอยู่ในบรรยากาศกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งอยู่ดี

โดยเฉพาะการเลือกมุม กล้องซึ่งใช้กล้องดิจิตอลในการถ่ายภาพ ที่แทบทุกมุมสื่อถึงความรู้สึกได้อย่างแทบไม่ต้องอะไรสักคำ ไม่ว่าจะเป็นช็อตถ่ายแนบแก้ม เจาะแววตาด้านข้างผ่านแสงสลัว หรือลอดตั้งแต่ใต้คางแล้วไล่ขึ้นไปจนถึงแววตา

ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉากไล่ล่าที่เนียน-นุ่ม อย่างไม่ต้องใช้เอฟเฟ็คต์จนมากมาย แต่ให้อารมณ์ดิบๆ และสร้างความรู้สึกระส่ำระสายแบบลุ้นระทึกได้ในแทบทุกขณะ

ยังไว้ลายเดิมในมุมนี้ ให้ไม่ต้องเสียความรู้สึกกันเลยสักนิด

และ ที่สำคัญฉากรุก-ไล่อย่างมีไหวพริบในช่วงหลังๆ ยังไม่ได้มีเพียงความมันให้ต้องจดจำเท่านั้น เพราะยังโยงถึงบางคำถามที่แฝงอยู่แบบเรียบๆ แต่น่าสนใจไม่น้อยเลยว่า

จริงๆ แล้ว ศัตรูตัวฉกาจที่เอฟบีไอกำลังไล่ล่าอยู่นั้น คือใครหรืออะไรกันแน่

ใช่ “อาชญากร” ที่ “มีตัวตน” ให้จับต้องได้แน่หรือ

หรือเป็น “ความกลัว” ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ

จนต้องทำลายศัตรูตัวฉกาจนั้น ด้วยการทำลาย “คน”

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน