The Final Destination ตายเสมอ ตายบ่อยๆ ตายประจำ

Home / วิจารณ์หนัง / The Final Destination ตายเสมอ ตายบ่อยๆ ตายประจำ

final

มาได้ยาวไกลถึงภาคนี้แล้วเชียว กับ The Final Destination ซึ่งสามภาคก่อนหน้านี้ Final Destination (2000), Final Destination 2 (2003), Final Destination 3 (2006) ก็เป็นที่พอใจกับคอหนังสยองขวัญไปไม่น้อย จากพล็อตแรกสุด เมื่อ9ปีก่อน เกี่ยวกับเครื่องบินระเบิดในภาคแรก และรูปแบบการตายที่สาระพัดคิดกันได้ไปเรื่อย

ซึ่งกับภาคสี่นี้ ก็คงกลัวแฟนเก่าๆจะเอียนกันแล้ว ที่ต้องเข้าไปดูตัวละครค่อยๆตายไปทีละคน ตายในรูปแบบที่เราได้แต่อึ้งว่า คิดได้ไงวะเนี่ย แต่พอบ่อยๆ มันก็รู้ทางหมด ภาคสี่ จึงต้องเล่นกับความพิเศษทางด้านภาพ ให้เป็นแบบสามมิติ ให้เราได้เห็นการตายได้อย่างสยดสยอง ชัดๆ เน้นๆ ศพเป็ดศพ ไส้เป็นไส้ เลือดนองแว่นกันมากขึ้น ดึงให้คนเข้าไปสัมผัสประสพการณ์ที่หาได้จากในโรงหนังเท่านั้น

เริ่มเรื่องด้วย เหตุหายนะในสนามแข่งรถ ที่เปิดฉากมาก็ตายกันเกลื่อน ซึ่งลูกเล่นทางด้านภาพก็ใช้กันอย่างเต็มที่ มีอะไรกระเด็นมาหาเรา ทั้งไขควง เลือด ระเบิด รถ ไฟ ก่อนที่เราจะได้รู้ว่า นั่นเป็นเพียงนิมิตของตัวเอก นิค โอ?แบนนอน (บ็อบบี้ แคมโป) แล้วก็เหมือนเดิม ที่ตัวเอกซึ่งดันรู้ดี เห็นอนาคต ต้องร้อนรน และรีบแจ้งให้หนี ก่อนเหตุการณ์ร้ายจะเกิดขึ้น ซึ่งก็รอดมาได้กลุ่มหนึ่ง และก็เหมือนเดิม พวกที่รอดมาเนี่ย ก็จะโดนความตายไล่ล่าในรูปแบบที่ มันไม่น่าจะตายก็ตายกันได้ ให้ตายไปกันทีละคน แล้วก็เหมือนเดิม ที่ดันรู้อีก ว่าต้องหยุดไม่ให้ใครสักคนตาย แล้วลำดับการตายนี้ก็จะหมดไป แล้วสำหรับคนที่ตามดูมาทุกภาค ก็คงจะรู้แล้วแหละ ว่าบทสรุปมันจะเป็นอย่างไร

อ้าว แล้วนี่เราเข้าไปดู จะได้เห็นอะไรหล่ะ ก็ขอแนะนำว่า ดูแบบสามมิติจะดีกว่า จะได้เห็นความแหวะมากขึ้น เลือดชัดขึ้น ขาถูกบี้แบน, ไส้ทะลัก, หินทะลุตา, เครื่องยนต์กระแทกร่างกาย คนชอบหนังแหวะ คงยินดีมากขึ้น (ส่วนคนไม่ชอบหนังแนวแหวะๆ ก็ปิดตาร้องโฮโฮตลอดเรื่อง หรือไม่ก็ถอดแว่นซะเลย ภาพจะได้ซอฟท์ลงหน่อย ไม่ต้องเห็นสภาพเละๆแบบชัดเต็มตา) และมีฉากที่คนดูหนังสามมิติในโรงหนัง คงมีอารมณ์ร่วมไปตามๆกันว่า ข้างนอก เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า เอาเป็นว่า เราเข้าไปดูตัวละครที่เราไม่ได้ผูกพัน ให้มันตายกันไปแบบสะใจนั่นแหละ

ซึ่งอนาคต หนังสามมิติคงจะเยอะมากขึ้น เหมือนที่ยุคนึง เป็นหนังขาวดำ แล้วก็พัฒนาเป็นหนังแบบมีสี ยุคนั้นก็คงขำแหละว่า ทำไมต้องดูหนังแบบมีสีกันหล่ะ ใครๆก็ดูหนังขาวดำทั้งนั้น และหนังสามมิติก็เหมาะกับแนวนี้แหละนะ สยองขวัญ ตื่นเต้น ผจญภัย

หนังเรื่องนี้ เป็นแบบ 18+ ครับ คือ เหมาะสำหรับอายุ 18ปีขึ้นไป แต่ ถ้าต่ำกว่า18 ก็ดูได้นะ ไม่ได้ตรวจบัตรอะไร เพียงเป็นการแจ้งเตือนเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้นเองว่า บางฉาก มันรุนแรงครับ

อ่อ ต้นเรื่องฉายหนังตัวอย่าง Avatar ด้วยครับ ดูแล้วน้ำลายหกเลย

โดยส่วนตัวแล้ว ถูกใจกับหนังสามมิติครับ และผมขนลุกกับฉากท้ายๆมาก ให้ 7.5 / 10 จ้า

โดย Tyler เอ็มไทยมูฟวี่