The Ugly Truth ผู้ชายคิดยังไง ผู้หญิงก็คิดยังงั้น…แต่ผู้หญิงปกปิดได้เนียนยิ่งกว่า

Home / วิจารณ์หนัง / The Ugly Truth ผู้ชายคิดยังไง ผู้หญิงก็คิดยังงั้น…แต่ผู้หญิงปกปิดได้เนียนยิ่งกว่า

2009_the_ugly_truth_027

ตามชื่อเรื่องเลย สำหรับเรื่อง The Ugly Truth หนังรักโรแมนติก คอมมิดี้ ที่เล่นกันด้วยเรื่องของสองหนุ่มสาวที่ไม่ลงรอย คนหนึ่งเป็นหญิงเก่งมากความสามารถ เรื่องที่เธอคิดและทำจะต้องถูกต้องตามทำนองครองธรรม ในเรื่องต้องบอกว่าเหมือนเจ้าหล่อนจบมาจากโรงเรียนคอนแวนต์ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นชายที่น่าจะประมาณเพลย์บอย ช่ำชองในเรื่องของความรัก ไม่ว่าจะเป็นของผู้หญิงหรือผู้ชาย พ่อคุณรู้หมด แม้กระทั่งเรื่องลึก เรื่องลับๆ ของบรรดาพ่อบุญทุ่ม รวมไปถึงบรรดาสาวๆ ที่หวงเนื้อหวงตัวสุดฤทธิ์ แค่เกริ่นเรื่องมาคงเห็นแล้วว่าต้องเป็นหนังตลกแน่นอน เอาเป็นว่าที่คุณเข้าใจน่ะถูกต้องแล้ว.!!!

เรื่องราวใน The Ugly Truth ญ.หญิงรักด้วยใจ ช.ชายรักด้วย? เกิดขึ้นเมื่อ “แอ็บบี้ ริชเตอร์” (แคเธอรีน ไฮเกิล) ผู้หญิงที่ทะเยอทะยาน และภาคภูมิใจกับความสามารถของตัวเอง เธอเป็นโปรดิวเซอร์รายการทอล์กโชว์ตอนเช้า? เธอสามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา เว้นเสียก็แต่ปัญหาการขึ้นคาน เพราะ “แอ็บบี้” ผู้ควบคุมทุกอย่างได้? กลับมีสถิติการล้มเหลวด้านความรักชนิดที่ไร้ใครเทียบ

(แน่นอน! ผู้หญิงเก่งหลายคนเป็นแบบ แอ็บบี้ ที่เมื่อชีวิตการงานรุ่ง แต่ชีวิตส่วนตัวโดยส่วนมากมักจะร่วง แล้วทำไมเราไม่ทำให้ทั้งสองอย่างเดินไปพร้อมกันเลยล่ะ)

เมื่อความนิยมในรายการของเธอตกฮวบลงมา “แอ็บบี้” ถูกบีบให้ต้องร่วมงานกับผู้สื่อข่าวพิเศษที่เพิ่งถูกจ้างมาใหม่ “ไมค์ แชดเวย์” (เจอราร์ด บัตเลอร์) ชายผู้กวนโมโหเธอในทุกเรื่อง โดยเฉพาะช่วง “ดิ อักลี ทรูธ” ในรายการ ที่เขาจะตีแผ่ความจริงของเพศชาย ด้วยความยึดมั่นว่าเพศชายเหนือกว่า และพ่วงด้วยอารมณ์ขันโปกฮาที่ขัดหูขัดตา แอ็บบี้ อย่างมาก ซ้ำร้ายกว่านั้น ความนิยมในตัวเขาดันพุ่งสูงปรี๊ด ทำให้เขามีสถานะที่มั่นคงในสถานีทันที

และวันหนึ่ง แอ็บบี้ ได้พบกับ “โคลิน” (เอริก วินเทอร์) เพื่อนบ้านของเธอที่เป็นคุณหมอยังโสดซิง? และเป็นหนุ่มซุปเปอร์เพอร์เฟกซ์ของเธอ เขาเป็นทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับ ไมค์ แชดเวย์ เลยก็ว่าได้ แอ็บบี้จึงต้องคว้ามารยา 300 เล่มเกวียนที่เคยเรียนรู้มาจากตำรามาใช้ยั่วยวนพ่อยอดกระทาชายนายแพทย์คนนี้ให้ได้ แต่ทว่าเมื่อ ไมค์ แชดเวย์ รู้เรื่อง เขาก็ขันอาสาขอเป็นที่ปรึกษาให้เธอ โดยมีข้อแม้ว่าแอ็บบี้จะต้องร่วมงานกับเขาอย่างสงบศึก เพราะความที่ แอ็บบี้ ต้องการความเห็นของ ไมค์ เกี่ยวกับความคิดความอ่านของผู้ชาย เพื่อที่เธอจะได้ทำตัวได้ถูก งานนี้ ไมค์ จึงเปรียบเหมือนครูมวยคอยสอนชั้นเชิงให้นักมวยอย่าง แอ็บบี้ ให้เธอทดลองใช้ทฤษฎียั่วยวนที่บัญญัติขึ้นเอง และในที่สุด ทั้งคู่ก็ได้ค้นพบความจริงน่าขันที่ว่า ถึงแม้ว่าเราจะแตกต่างกันแค่ไหน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็มีความรู้สึกซ่อนเร้นลึกสุดใจเหมือนๆ กัน. (แต่ผู้หญิงมีซ่อนลึกกว่านั้น ขอบอก!!!)

จะว่าไปเรื่องราวใน The Ugly Truth ก็ไม่ได้ต่างจากหนังรักโรแมนติก คอมมิดี้ ที่มีดาษดื่นทั่วไป แต่ทว่าถ้าสังเกตุกันดีๆ หนังฝรั่งส่วนมากมักมีกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเค้าจะมีโครงเรื่องที่เหมือนกันกี่สิบ กี่ร้อยเรื่องก็ตาม เค้าก็สามารถทำให้หนังเกิดความแตกต่างขึ้นมาจากแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งในสังคมได้ และเรื่องนี้ก็เช่นกันที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ กิมมิกของเรื่องคือ 2 คนที่ Conflict กันมากๆ เป็นคู่ที่แตกต่างกันมากๆ จะมาลงเอยกันได้อย่างไร โดยยกสถานการณ์ของการเป็นสื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าจะบอกว่าหนังที่นำเอาเรื่องของสื่อมาเป็นสถานการณ์การเดินเรื่องก็มีหลายเรื่อง แต่ที่ยังจดจำได้ก็เรื่อง Up Close And Personal ขอพียงรักนั้นให้ฉันคู่กับเธอ (1996) ที่มีดาราสุดเก๋าอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ประกบคู่กับ มิเชล ไฟเฟอร์ กับเรื่องราวความรักของทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์มีให้แก่กัน แต่แล้วในที่สุดความรักของทั้งสองก็ไม่สมหวัง

สำหรับเรื่อง The Ugly Truth ถ้าจะบอกว่าทีมงานฉลาดที่ทำหนังให้คนดูคิดตามและเอาใจช่วย และที่สำคัญการนำเพลงซาวน์แทร็กมาประกอบหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าหนังจะฮิตหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีความสมจริงของเรื่องราวที่โดน…ไม่ว่าจะโดนใจชาย หรือ หญิง หรือ…ใครก็ตามแต่ พร้อมกับการแสดงที่เสมือนจริงของนักแสดงนำ “เจอราร์ด บัตเลอร์” ที่ทิ้งคราบจารชนบู๊แอ๊คชั่น มารับบทบาทกวนบาทา ยียวนกวนประสาท หรือแม้กระทั่ง “แคทเธอรีน เฮเกล” ที่กลายเป็นสาวบ้างาน ทุกอย่างอยู่ในกำมือเจ้าหล่อนทั้งนั้น แต่เธอก็ยังมีความน่ารักสดใส ที่มีปิดบังความลับบางอย่างได้อย่างน่ารักน่าชัง ไปจนถึงเหตุผลที่เธอยัีงครองความโสด…และที่สำคัญตอนสุดท้ายของเรื่อง เราจะได้พบว่าเธอทำหน้าที่นักเรียนที่ดี นักมวยที่เลิศเลอซะขนาดนั้น น่ารัก น่าหยิก จริงจริ๊ง..(ไปดูกันที่โรงหนังนะ เดี๋ยวหาว่าสปอยด์)

สำหรับหนังรักโรแมนติกคอมมิดี้ เรื่องนี้คงให้ดาวรับรองความสนุก การันตีความฮา ไว้ที่ 3.5 ดวง

บทวิจารณ์โดย ซายากะ โฮมส์-ดอยล์