“เจ้านกกระจอก”: กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

Home / วิจารณ์หนัง / “เจ้านกกระจอก”: กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

001

โดย บ๊อบบี้ และ แบทแมน

“เจ้านกกระจอก” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Mundane History” (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ประวัติศาสตร์ทางโลกย์”) เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับหญิงนาม “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ซึ่งภาพยนตร์สั้นเรื่อง “เกรซแลนด์” ของเธอเป็นหนังสั้นไทยเรื่องแรกที่ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสายการประกวด อย่างเป็นทางของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส

anocha

เจ้านกกระจอกเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้เติบโตมาพร้อมกับความเหินห่างจากพ่อผู้ให้กำเนิด เขาเป็นอัมพาตจากการประสบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยความผิดพลาดของพ่อ ส่งผลให้เด็กหนุ่มมีความเกลียดชังต่อพ่อของตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกคู่นี้ถูกสอดแทรกด้วยบุรุษพยาบาลที่ได้รับการว่าจ้างให้เข้ามาดูแลเด็กหนุ่ม วันเวลาผันผ่านไปในบ้านโอ่อ่าหลังเก่าซึ่งเก็บบันทึกความทรงจำต่าง ๆ ของครอบครัวไว้มากมาย ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มร่างพิการกับบุรุษพยาบาลดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่บาดแผลทางร่างกายและจิตใจของเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ ทุเลาลงทีละน้อย

01

นี่อาจถือเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวของไทยที่มีประเด็นเนื้อหาแหลมคมรุนแรง และมีกลวิธีนำเสนออันกล้าหาญมาก ๆ เรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความแหลมคมรุนแรงตลอดจนความกล้าหาญดังกล่าวกลับถูกนำเสนอผ่านรูปลักษณ์แห่งความนัยอันนุ่มนวล ซึ่งได้รับการปกคลุมเอาไว้โดยสัญลักษณ์นานาประการที่ล่องลอยอยู่ในภาพยนตร์ และสามารถสรุปออกมาเป็นหัวข้อสำคัญ 3 ประการตามความคิดของผู้เขียนได้ว่า “กาลเวลา”, “จักรวาลวิทยา” และ “ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร”

02

กาลเวลา
ลักษณะโดดเด่นประการแรกในการดำเนินเรื่องราวของเจ้านกกระจอก ก็คือ การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลา มีการสลับเหตุการณ์ก่อน-หลังกลับไปกลับมาอย่างซับซ้อน อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาไม่ได้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่เอี่ยมสำหรับ โลกภาพยนตร์ เพราะมีหนังจำนวนมากมายหลากหลายเชื้อชาติเหลือเกินที่ใช้วิธีการเล่าเรื่อง ในรูปแบบดังกล่าว เพื่อรองรับกับอารมณ์ เนื้อหา หรือแม้กระทั่งความเท่ของภาพยนตร์

แต่สิ่งที่ทำให้การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาของเจ้านกกระจอกมีความน่าสนใจก็ได้แก่ การที่มันถูกนำไปเทียบเคียงกับความคิดเรื่องเวลาในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเป็นมาเก่าแก่โบราณกว่า นั่นคือ เวลาในแบบ “กรรม” ที่แม้จะไม่ใช่เส้นเวลาหลักของเรื่อง แต่กลับถูกตัวละครสูงอายุบางคนกล่าวถึง หรือ ตัวละครเช่นบุรุษพยาบาลก็แสดงพฤติกรรมว่าตนเองมีความเชื่อในเวลาแบบดังกล่าว ในเวลารูปแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์ล้วนถูกกำหนดไว้หมดแล้ว จากอำนาจเบื้องบน มนุษย์เพียงแต่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามกฎแห่งกรรมเท่านั้น

แม้ประเด็นหลักของเจ้านกกระจอกจะมีความเกี่ยวพันกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความเป็นอนิจจังเช่นกัน แต่เส้นเวลาหลักของเรื่องที่ถูกเล่าแบบไม่เรียงลำดับเวลา ก็ส่งผลให้เวลาในหนังกลายเป็นพื้นที่ว่างที่บรรจุไว้ซึ่งเรื่องราวรายละเอียดสามัญเยอะแยะหลากหลาย อันสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้อย่างลื่นไหล และไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัวโดยกฎแห่ง “กรรม” (ซึ่งหมายถึงความผิดพลาดจากอดีตชาติที่เราไม่มีทางล่วงรู้ แต่กลับส่งผลคุกคามต่อชีวิตในชาติภพปัจจุบันของเราอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง) ทว่ากลับถูกผลักให้ดำเนินไปโดยการกระทำหรือปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนของมนุษย์

หากปะติดปะต่อเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกเรียงตามลำดับเวลาในเจ้านกกระจอกได้ ก็ดูเหมือนว่านอกจากหลักอนิจจังที่หนังนำเสนอจะมีความข้องเกี่ยวกับสภาวะทางธรรมชาติแล้ว มันยังมีความสัมพันธ์กับการกระทำของมนุษย์อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

จักรวาลวิทยา
นอกจากการปะทะกันระหว่างความคิดเรื่องเวลาสองแบบแล้ว เจ้านกกระจอกยังนำจักรวาลวิทยาสองแบบมาพิจารณาเทียบเคียงกัน

จักรวาลวิทยาแบบแรก คือ จักรวาลที่มีเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์เป็นศูนย์กลางอยู่อย่างชั่วกัปชั่วกัลป์ ซึ่งถูกนำเสนอในฉากที่ตัวละครบุรุษพยาบาลนั่งอ่านหนังสือท่องเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยให้เด็กหนุ่มร่างพิการฟัง แล้วมีการกล่าวถึงความเชื่อเรื่องเทพเจ้าบนเขาไกรลาศซึ่งเป็นที่นับถือของผู้คนบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่จักรวาลหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะจักรวาล วิทยาที่ผู้กำกับอโนชานำเสนออย่างจริงจังในเจ้านกกระจอกก็คือ จักรวาลในแบบดาราศาสตร์-วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผ่านการอุทิศเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังให้เป็นการกล่าวถึงวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ ที่มีช่วงเวลาแห่งการถือกำเนิด ส่องแสงสว่างโชติช่วงชัชวาล และแตกกระจายดับสลาย

(เพื่อนคนหนึ่งของพวกเราเล่าให้ฟังว่า สื่อบันเทิงที่เคยพูดถึงการปะทะกันของจักรวาลวิทยาสองแบบอย่างน่าสนใจก็คือ ละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่อง “เกราะกายสิทธิ์” ที่แพร่ภาพทางช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ.2549 เพราะ “เทพเจ้าแห่งขุนเขา” ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องนั้นไม่สามารถจะใช้อำนาจสัมบูรณ์เด็ดขาดของตนเองเข้าจัดการกับตัวละครที่มีลักษณะเป็น “มนุษย์ต่างดาว” ผู้อยู่อาศัยในโลกอีกใบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีเทพเจ้าแห่งขุนเขาเป็นศูนย์กลางของจักรวาล)

น่าสนใจที่ว่า ตัวละครในเจ้านกกระจอกมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมแบบจำลองของระบบจักรวาลที่ “ท้องฟ้าจำลอง” เช่นเดียวกันกับตัวละครในหนังไทยรายได้ทะลุร้อยล้านอย่าง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” แต่ในขณะที่เจ้านกกระจอกพยายามพูดถึงดาวฤกษ์ ยิ่งใหญ่ซึ่งมีวันดับสลาย รถไฟฟ้าฯกลับพยายามพูดผ่านเพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” ของวงเฉลียง ถึงความเชื่อมโยงของดวงดาวในจักรวาล อย่างมีนัยเปรียบเทียบกับสายสัมพันธ์/ความรักระหว่างผู้คนบนโลก แม้ว่าดาวแต่ละดวง และคนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม (เข้าทำนองถึงแตกต่างแต่ไม่แตกแยก)

ความหมายของท้องฟ้าจำลองสองแบบนี้ อาจนำไปสู่การมองสังคมไทยในยุคปัจจุบันด้วยแง่มุมอันผิดแผกจากกันอย่างสิ้นเชิง

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

ถ้าเรื่องของกาลเวลาคือเส้นเรื่อง ขณะที่จักรวาลวิทยาคือสัญลักษณ์เสริมอันทรงพลังของหนัง ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรก็ถือเป็นเนื้อหาสำคัญใจแกนกลางของ เจ้านกกระจอก

หนังนำเสนอความขัดแย้งคลางแคลงใจระหว่างพ่อกับลูก อุบัติเหตุอันเกิดขึ้นจากน้ำมือพ่อส่งผลให้ลูกต้องกลายเป็นคนพิการ (อาจจะ) ไปตลอดชีวิต เรื่องราวของอดีต/ประวัติศาสตร์บาดแผลถูกปล่อยให้เงียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แทบทุกคนเพียงแค่แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวและพยายามคิดว่ามันเป็น เรื่องของ “กรรม”

(คู่ขนานไปกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกในหนัง มีเนื้อหาบางส่วนในเจ้านกกระจอกที่ถูกนำเสนอผ่านรูปแบบของภาพยนตร์ 16 มิลลิเมตรเชิงทดลองซึ่งมีนัยยะน่าสนใจ ภาพยนตร์ 16 มิลลิเมตรดังกล่าวเล่าเรื่องของชายหนุ่มผู้มีปีกและความฝัน แต่แล้ว “ปีกข้างซ้าย” ของเขากลับถูกยิงทำลายจนได้รับความบาดเจ็บ)

แต่ความขัดแย้งคลางแคลงใจยังคงดำรงอยู่ และดูเหมือนชีวิตของตัวละครลูกชายร่างพิการจะมีชีวาตลอดจนความหวังมากยิ่งขึ้น เมื่อมีตัวละครบุรุษพยาบาลตัดสินใจตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุการณ์อุบัติเหตุ ครั้งนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างพ่อกับลูกในเจ้านกกระจอกจึงยัง คงมีสถานะเป็นความขัดแย้งที่ผู้คนต้องยอมรับและไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นความสมานฉันท์ เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างคนสองรุ่น หรือ ระหว่างผู้ให้กำเนิดกับผู้ถือกำเนิด ได้ถูกตัดขาดออกจากกันนับแต่วันที่คนรุ่นหลังถือกำเนิดขึ้น ดังฉากเด็กทารกถูกตัดสายรกในตอนท้ายของหนัง

สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของอโนชา ประวัติศาสตร์ /วิวัฒนาการที่ดำเนินไปจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จึงหมายถึงการตัดขาด หรือ ความไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยง อันสอดคล้องกับการดับสลาย หรือ ความเป็นอนิจจัง

ความคิดเช่นนี้อาจไม่ใช่ความคิดกระแสหลักในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย แต่มันก็เป็นความคิดที่ปรากฏผ่านหนังอิสระทั้งที่มีขนาดสั้นและยาวจำนวน หนึ่ง (สำหรับผู้สนใจหนังสั้น บทความชื่อ “ผู้หญิงที่ผัวหายในวันที่ 14 เมษายน และหนังสั้นนักศึกษาไทยเรื่องอื่น ๆ” โดย “ทัศนทรรศน์” ในนิตยสารไบโอสโคปฉบับเดือนกันยายนที่ ผ่านมา ได้ปริทรรศน์ถึงหนังสั้นนักศึกษาจำนวนหนึ่งในปี พ.ศ.2552 ซึ่งอาจมีแนวความคิดที่สอดคล้องกับ “เจ้านกกระจอก” ไว้อย่างมีนัยสำคัญ)

สิ่งที่เจ้านกกระจอกพยายามนำเสนอจึงคงไม่ใช่ “ปิศาจ” “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “สัตว์ประหลาด” สำหรับสังคมไทย แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้และหนังอิสระบางเรื่องอาจกำลังแสดงให้เราได้เห็นถึง “โครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึก” อีกแบบหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่ง/รุ่นหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย

ในยุคสมัยที่สังคมไทยไม่ได้มี “โครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึก” เพียงแบบเดียวอีกต่อไป

(หมายเหตุ “เจ้านกกระจอก” เพิ่งมีโอกาสได้ลงโรงฉายในเมืองไทยเป็นจำนวน 2 รอบ ในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 อย่างไรก็ตาม คาดว่าหนังเรื่องนี้จะมีโอกาสได้เข้าฉายในเชิงพาณิชย์แบบจำกัดโรงภาพยนตร์ใน ปี 2553)

ที่มา : มติชนออนไลน์