The Hurt Locker สงครามกับความเจ็บปวดที่ถูกกักขัง

Home / วิจารณ์หนัง / The Hurt Locker สงครามกับความเจ็บปวดที่ถูกกักขัง


ในโลกเราทุกวันนี้ สงคราม ความไม่สงบได้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี ใกล้ตัวเราที่สุด เห็นจะเป็นจังหวัด 3 ชายแดนใต้ของไทย เพื่อนบ้านเราอย่างพม่าก็มีปัญหาชนกลุ่มน้อย ไกลไปหน่อยก็อัฟกานิสถาน ตะวันออกไกลที่ยืดเยื้อมานานในอิสราเอล ล่าสุด สถานการณ์ร้อนระอุราวกับนรกที่ อิรัก เป็นต้น? ดินแดนที่ไร้ซึ่งสันติภาพเหล่านั้น บางคนนิยามว่าเป็น เขตมิคสัญญี

เกิดอะไรขึ้นที่นั้นบ้าง แทบไม่มีใครรู้ความจริงหากไม่เสี่ยงตายไปเยือนด้วยตัวเอง ข่าวสารที่ออกตามสื่อต่างๆนั้นเป็นเพียงแค่กระผีกเดียวเท่านั้น สิ่งที่เรารับรู้ได้ก็เพียงแค่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

กระทั่ง หนังเรื่อง The Hurt Locker โปรเจกต์ของผู้กำกับหญิงแกร่ง แคธรีน บิเกโลว์ (ภรรยาของ เจมส์ แคเมรอน) ออกฉาย ความเจ็บปวดของคนในสงครามจึงถูกเผยแพร่ให้สาธารณชนได้สัมผัส แถมยังสร้างปรากฏการณ์สำหรับหนังแอ๊คชั่นที่คว้ารางวัลจากสถาบันชั้นนำมากมาย ทั้ง าพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ผู้กำกับยอดเยี่ยม ได้จากสถาบันนักวิจารณ์ถึง 5 เมืองด้วยกัน คือ นักวิจารณ์จากวอชิงตันดีซี, นักวิจารณ์นิวยอร์ก, นักวิจารณ์แอลเอ, นักวิจารณ์บอสตัน และนักวิจารณ์ออสติน

ส่วนในการประกาศผลรางวัลแซทเทิลไลท์ อวอร์ดส์ หนังเรื่องนี้ยังคว้ามาได้ถึง 4 คือ หนังเยี่ยม, ผู้กำกับ, นักแสดงนำชาย และลำดับภาพ

นอกจากนี้ บนเวทีลูกโลกทองคำปีนี้ The Hurt Lockerได้เข้าชิง 3 รางวัล คือ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (หนังดราม่า), ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่ชวดรางวัลไป

ล่าสุด ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาผงาดอีกครั้ง หลังถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 9 สาขา เทียบเท่า Avatar หนังดังแห่งปีที่ทำสถิติรายได้มากที่สุดในโลก ที่น่าสนใจคือการเข้าชิงกันในรางวัลใหญ่ที่สุดอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และการเข้าชิงกันเอง ของสามี ภรรยา ในสาขา ผู้กำกับยอดเยี่ยม


The Hurt Locker ว่าด้วยเรื่องราวของทีมกู้ระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถาน ประเทศที่กระสุนปืนและระเบิดมีอยู่ในเกือบทุกที่ ทุกนาทีของชีวิตราวกับกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย? ประมาณหนึ่งเดือนก่อนปลดประจำการ มือกู้ระเบิดของทีมเสียชีวิตลงระหว่างทำภารกิจ จ่าสิบเอกวิลเลี่ยม โจนส์ (เจอเรมี่ เรนเนอร์) จึงถูกส่งตัวมาแทน

โจนส์ มีฝีมือการปลดชนวนระเบิดที่ไม่เป็นรองใคร แต่ที่มีมากกว่านักเก็บกู้ระเบิดคนอื่นๆก็คือ ความกล้า บ้าดีเดือด มุทะลุ ซึ่งแตกต่างกับคนอื่นในทีม ที่คิดว่างานนี้ต้องใช้สมาธิ ความสุขุม รอบคอบ เนื่องจากงานของพวกเขาได้กุมชะตาชีวิตของใครหลายคนเอาไว้ในมือ แน่นอนรวมทั้งชีวิตตัวเองด้วย

ดังนั้น การทำงานในแบบของ โจนส์ ที่เสี่ยงตาย วัดดวง อาศัยโชคชะตาเข้าช่วย จึงถูกลูกน้องสองคนในทีมต่อต้าน พวกเขาต้องการจะกลับบ้านแบบมีชีวิต ไม่ใช่นอนในโรงที่มีธงชาติคลุม กับเวลาที่เหลืออยู่ชนิดนับวันถอยหลัง ยิ่งน้อยลงพวกเขาก็ยิ่งสติแตกกันมากขึ้น ทีมกู้ระเบิดจะเอาตัวรอดจากไฟแห่งสงครามครั้งนี้ได้อย่างไร


The Hurt Locker
นับเป็นหนังสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดู หากเทียบกับ Saving private ryan หรือ Black hawk down หนังเรื่องนี้ให้อารมณ์ความเจ็บปวดของคนในพื้นที่สงครามได้มากกว่า

การดำเนินเรื่องสนุกตื่นเต้น น่าติดตาม มีช่วงเวลาลุ้นระทึก ตัวบทมีความสมจริง ถ่ายทอดความสูญเสียจากการสู้รบอย่างตรงไปตรงมา ลึกซึ้ง ฉากบางฉากรุนแรงจนคุณอาจต้องกลืนนํ้าลาย บางคนถึงขนาดหลบตาหันหน้าหนี

การถ่ายภาพทำได้ยอดเยี่ยม ละเอียดชนิดเห็นเม็ดฝุ่น เม็ดทรายที่กระเพื่อมจากแรงระเบิด เสียงและเพลงประกอบลงตัว ให้อารมณ์ความรู้สึกกดดันเหมือนเราได้ร่วมอยุ่ในเหตุการณ์

แนวคิดในการนำเสนอเรื่องทหารที่ปฏิบัติภารกิจในตะวันออกกลาง แม้จะไม่สดใหม่ แต่หนังเรื่องนี้ก็มีมุมมองในการนำเสนอที่แตกต่างออกไป ไม่บ่อยนักที่ภาพยนตร์ ที่ถูกจัดรวมไว้อยู่ในประเภทของสื่อมวลชนจะทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงได้ดีจนสื่อหลักๆทั้งหลายทำได้เพียงอ้าปากหวอ

ไกลออกไปจากที่ๆพวกเรากำลังใช้ชีวิตด้วยความหรรษา ลูกระเบิดยังคงนอนสงบนิ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนแรง ใครกันจะเป็นเหยื่อรายต่อไปของสงความที่ไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุด

ชมตัวอย่างหนังสงครามแห่งปีที่กำลังลุ้นรางวัลออสการ์ได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลย

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1264492252M0

นกไซเบอร์