เจ้าชาย แดสตัน แห่งท้องทะเลทรายเปอร์เซีย

Home / วิจารณ์หนัง / เจ้าชาย แดสตัน แห่งท้องทะเลทรายเปอร์เซีย

เจค จิลเลนฮาล คือชายหนุ่มผู้ได้รับการโปรโมทจาก “ไมค์ นีเวลล์” (กำกับเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire) ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ Prince of Persia : The Sands of Time ที่ระบุมาว่าอยากให้เขารับบทเป็นเจ้าชายแห่งท้องทะเลทราย ด้วยเหตุผลที่ว่า “เขามองเห็นความนุ่มนวลที่ซ่อนอยู่ในตัวของเจค และเขาดูราวกับเทพบุตร” และนี่เองจึงทำให้เจค จิลเลนฮาล มาทำหน้าที่เจ้าชายแดสตัน เจ้าชายแห่งท้องทะเลทรายแห่งเปอร์เซียในหนังที่สร้างจากวิดีโอเกมเรื่องนี้ และเมื่อได้ดูก็รู้สึกว่าเป็นอย่างที่ผู้กำกับบอก คือแข็งแกร่ง ทว่านุ่มนวล โอนอ่อน อ่อนโยน อยู่ในที

เรื่องราวของ Prince Of Persia หนังที่สร้างจากวิดีโอเกมเรื่องนี้ เป็นมหากาพย์ภาพยนตร์แอ็คชัน-ผจญภัยในดินแดนลี้ลับแห่งเปอร์เซีย ในชื่อตอน The Sands of Time เป็นเรื่องราวของเจ้าชายแดสตัน (เจค จิลเลนฮาล) ที่จับพลัดจับผลูต้องมาร่วมมือกับเจ้าหญิงผู้ลึกลับ (เจมม่า อาร์เทอตัน) อย่างไม่เต็มใจ โดยพวกเขาต้องผจญภัยไปด้วยกัน พร้อมทั้งต่อสู้กับอำนาจมืดอันชั่วร้ายทั้งหลาย เพื่อปกป้องกริชโบราณ ที่สามารถปลดปล่อยพลังของ ?ทรายแห่งกาลเวลา? เครื่องมือของเทพเจ้าที่สามารถย้อนเวลากลับได้ตามต้องการและทำให้ผู้ที่ได้ครอบครองมีความเป็นอมตะและมีอำนาจสูงสุดที่จะสามารถครอบครองโลกนี้ได้ การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องและแย่งชิงพลังของ ?ทรายแห่งกาลเวลา? จึงเกิดขึ้น

(เปิดเผยเนื้อหาของหนัง)
ชะตากรรมของเด็กน้อยนามแดสตัน ถูกกำหนดมาเพื่อให้เขาเป็นเจ้าชาย ทั้งๆ ที่ชาติกำเนิดที่แท้จริงของเขาไม่ปรากฏ เพียงแต่เป็นเพราะชะตาทำให้กษัตริย์ชาราแมนแห่งเปอร์เซีย ค้นพบเพชรเม็ดงามเม็ดนี้

ในตอนที่ แดสตัน ยังเป็นแค่เด็กข้างถนน ที่ไม่มีทั้งพ่อแม่และเงิน หลังจากถูกขู่ว่าจะโดนทำโทษอย่างหนักจากหัวหน้าหน่วยทหารเปอร์เซียเนื่องจากการที่เขาไปปกป้องเด็กคนหนึ่งที่ถูกจับเพราะขโมยแอปเปิ้ล แดสตันก็ได้รับการละเว้นโทษ ก่อนที่เขาจะได้รับการอุปการะ จากกษัตริย์ชาราแมน ผู้สูงศักดิ์ ผู้สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ในตัวแดสตัน

ในส่วนของการแสดงเป็นแดสตันน้อย ถึงแม้ว่าจะออกมาไม่กี่ฉาก แต่ว่าก็ทำให้คนดูอย่างเราเข้าถึงจุดเริ่มต้นของความเป็นเจ้าชายแดสตันในเวลาต่อมาได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าแดสตันจะเติบโตขึ้นมาด้วยกันกับทุส (ริชาร์ด คอยล์) และการ์ซีฟ (โทบี้ เค็บเบลล์) โอรสของชาราแมน และได้รับการสั่งสอนในเรื่องสรรพวิทยาและการวางตัวจากบิดาบุญธรรมและลุงอันเป็นที่รัก นีแซม (คิงส์ลีย์) แดสตันก็ยังคงความดิบเถื่อนของตัวเองเอาไว้ในระหว่างที่เขาเติบโตขึ้นเป็น นักรบหนุ่มผู้แข็งแกร่ง

แดสตัน ที่ต้องการจะพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง พยายามขอให้ตนได้เป็นผู้นำในการโจมตี อลามุท นครศักดิ์สิทธิ์อันเงียบสงบ ซึ่งมีสายลับรายงานว่าเป็นที่เก็บซ่อนอาวุธที่ถูกส่งไปให้กับศัตรูของ เปอร์เซีย แต่ทว่าด้วยความเข้าใจในตัวอนุชาทั้งสองของ การ์ซีฟ เจ้าชายองค์โตผู้จะเป็นผู้สืบราชบัลลังก์องค์ต่อไปแห่งเปอร์เซีย ทำให้เขาแนะให้ ทุส เป็นผู้เปิดศึกโจมตีเมืองอลามุทแทน แต่ด้วยความเฉลียวของ แดสตัน เขาจึงนำกองกำลังของตน บุกอ้อมไปโจมตีอีกด้านของเมืองอีกแรง จนสามารถบุกเมืองได้สำเร็จ

แต่ทว่าความจริงเมือง อลามุท มิใช่ที่เก็บซ่อนอาวุธ เพราะจริงๆ แล้ว อลามุทมีทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่ายิ่งกว่านั้น มันคือทรายแห่งกาลเวลา ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถย้อนเวลาได้ แดสตันได้ครอบครองกริชด้ามแก้วโบราณ ด้วยความบังเอิญ กริชด้ามแก้วนี้เอง เป็นกุญแจที่นำไปสู่ทรายแห่งกาลเวลา

ในส่วนของการเคลื่อนทัพเพื่อเข้าโจมตีเมืองอลามุท ถือว่าตัวหนังทำได้ดี แต่ไม่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะหนังจีนที่มีฉากเคลื่อนทัพเพื่อเข้าห้ำหั่น ต่อสู้ฟาดฟันกัน แต่ก็ไม่ใช่จุดบอดของเรื่อง แต่กลับกลายเป็นเสริมส่งให้ตัวบทบาทของ แดสตัน มากค่าขึ้นไปอีก (น่าจะพูดได้ว่าหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นเพื่อ เจค จิลเลนฮาล โดยเฉพาะ)

แต่แล้วกษัตริย์ชาราแมนก็ถูกลอบสังหาร และแดสตันก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้กระทำการร้าย เขาจึงต้องหนีเอาชีวิตรอดและหาทางลบล้างมลทินให้กับตัวเอง แดสตันก็พบว่าตัวเองจำต้องร่วมมือกับทามินา เจ้าหญิงแห่งอลามุท? (เจมม่า อาร์เทอร์ทัน) ผู้ซึ่งตระกูลของเธอเป็นผู้ปกปักษ์รักษาทรายแห่งกาลเวลามานานหลายศตวรรษ และยินยอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้

แดสตัน และทามินา ผู้มีความสัมพันธ์แบบขมิ้นกับปูนมาตั้งแต่ต้น ต้องเผชิญกับความท้าทายที่จะเอาชีวิตให้รอดจากทะเลทรายที่โหดร้ายและศัตรู ที่โหดร้ายยิ่งกว่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชีคอามาร์ (โมลินา) จอมเจ้าเล่ห์และนักขว้างมีดมือฉมังชาวแอฟริกัน เซโซ (สตีฟ ทูซอน) ไปจนถึงพวกแฮสซานซินที่ร้ายกาจ ที่แต่ละคนถูกฝึกฝนศาสตร์แห่งการสังหารด้วยวิธีการแตกต่างกันไป แดสตันต้องใช้ความกล้าหาญและทักษะการต่อสู้ทั้งหมดเท่าที่มี รวมถึงความเฉลียวฉลาดของทามินา เพื่อเปิดโปงผู้ร้ายที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการสิ้นพระชนม์ขององค์กษัตริย์ และเพื่อให้เขาได้ค้นพบถึงความดีงามที่ซ่อนอยู่ในใจของเขา

แต่ถึงแม้ว่าเรื่องราวของหนังพยายามทำให้คนดูรู้ว่าคู่พระนางคู่นี้ก็แค่ คู่กัดในเบื้องต้น แต่เรื่องราวก็ดำเนินการไปอย่างเรื่อยๆ เรียบๆ ไม่หวือหวาเท่าที่ควร ซึ่งเป็นเหตุให้หนังขาดการถ่ายทอดความรู้สึกของคู่พระนางอย่างที่ควรจะเป็นในช่วงท้ายเรื่อง

การแสดงของ เจค จิลเลนฮาล ในเรื่องนี้ นับว่ามีฉากแอ๊คชั่น ฉากไล่ล่า ฉากการต่อสู้ด้วยอาวุธมีดดาบ ที่เค้าต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพราะเขาสามารถทำให้คนดูอินไปกับการดูเจ้าชายแดสตันได้แบบเชื่อสนิทใจ ไม่ว่าจะเป็นฉากวิ่งหนีบนหลังคา ฉากห้อยโหน หนีการไล่ล่าของเหล่าทหาร เขาทำได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ คงต้องยกนิ้วให้กับความทุ่มเททางการแสดงของหนุ่มคนนี้ เพราะไม่ว่าเขาจะสวมบทบาทไหนเขาก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน (ติดตามดูผลงานของเจค ได้ในเรื่อง Brokeback Mountain, Brothers, The Day After Tomorrow ฯลฯ)

เมื่อพูดกันในแง่ของการแสดงนักแสดงร่วมหลายๆ คนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ทำให้คนดูไม่รู้สึกขัดข้องหมองใจกับเรื่องราวของตัวหนังที่กำลังดำเนินอยู่

บรรยากาศภาพแห่งท้องทะเลทราย ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะกดสายตาผู้ชมให้ดูหนังอย่างเพลินตา เจริญใจ ผนวกกับสเปเชี่ยลเอฟเฟกซ์ ที่ได้ข่าวว่าทีมงานบรรจงสรรค์สร้างอย่างแนบเนียน เพราะหนังถูกเลื่อนฉายจากเจ้าของค่ายอย่างดีสนีย์ ที่เห็นว่าไม่ควรเข้าชนกับหนังอย่าง ทรานสฟอร์เมอร์ส 2? ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังดีก็ตาม เพราะหากหนังดังเข้าพร้อมกันส่วนแบ่งทางการตลาดคงถูกเฉือนออกเช่นกัน

แต่สิ่งที่ยังติดๆอยู่เมื่อดูหนังเรื่องนี้ ก็คงจะเป็นการแสดงความรู้สึกรักของ 2 พระนาง ที่เรื่องราวยังไม่สามารถสานต่อให้คนดูรู้สึกอินไปกับความรู้สึกของทั้งสองได้ ดูเหมือนยังขาดเรื่องราวลึกซึ้งที่บ่งบอกว่าทั้งสองเป็นคู่แท้ของกันและกัน

หนังเรื่อง Prince of Persia: The Sands of Time เรื่องนี้ เป็นหนังอีพิกอีกเรื่องที่ดูแล้วไม่เสียดายที่ได้ดู เอาไว้เป็นทางเลือกในการดูหนังสำหรับคนชอบดูหนังแนวอีพิกแบบนี้ก็แล้วกัน

โดย ซายากะ โฮมส์-ดอยล์