ไวรัสกระจาย อาวุธชีวภาพที่ไม่มีวันตาย ใน ผีชีวะ 4 สงครามแตกพันธุ์ไวรัส

Home / วิจารณ์หนัง / ไวรัสกระจาย อาวุธชีวภาพที่ไม่มีวันตาย ใน ผีชีวะ 4 สงครามแตกพันธุ์ไวรัส

ผีชีวะ 4 สงครามแตกพันธุ์ไวรัส โคลนนิ่ง อลิซ มาไว ไปไว

หลังจากเคยผ่านตา “อลิซ” เจ้าหน้าที่จาก อัมเบรลล่า คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ภาคแรก ก็ใจจดใจจ่อรอชมภาค 4 ที่พิเศษตรงที่เป็นการถ่ายทำด้วยระบบ 3D แบบเดียวกับที่ Avatar ใช้ และเมื่อได้ดูภาค 4 ก็รู้สึกอึ้ง ทึ่ง กับภาพที่ชมอยู่บนหน้าจอ จะว่าไปน่าจะพูดได้ว่า “ดูเอามัน”

ลองมาย้อนรอยกันนิดหน่อยก่อนไปพูดถึงภาค 4 กัน โดยภาคแรก มีชื่อไทยว่า “ฝ่าวิกฤตมฤตยูไวรัสสายพันธุ์ใหม่” ที่ว่าด้วยข้อมูลเบิ้องต้นที่เป็นจุดกำเนิดเชื้อไวรัสแพร่กระจายมาจนถึงภาค4 โดยเกิดเหตุร้ายใน “รวงผึ้ง” ซึ่งเป็นที่ทำการของ อัมเบรลล่า คอร์ปอเรชั่น ที่กำลังวิจัยพันธุกรรมสายพันธุ์ใหม่ “ที ไวรัส” ที่จะกลายเป็นจำนวนเงินมหาศาลหากนำไปขายให้กับผู้ก่อการร้ายที่หวังครอบครองโลก และเมื่อมีผู้ไม่หวังดีมาขโมยมันไป พร้อมปล่อยไวรัสให้แพร่กระจายในรวงผึ้งแห่งนั้น ไวรัสจึงแพร่กระจายทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนกลายเป็นซอมบี้

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า อลิซ (มิลล่า โจโววิช) ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ณ ศูนย์แห่งนี้? ซึ่งฟื้นจากการถูกรมยา ได้มาพบกับ เรน (มิเชล ร้อดดริเกซ) ได้รับมอบหมายให้นำทีมคอมมานโด เข้าสกัดกั้นการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัสภายในศูนย์วิจัย ซึ่งอลิซและกองกำลังของเธอ มีเวลาในการสกัดกั้นไวรัสร้ายภายในรวงผึ้ง เพียงแค่สามชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่กองทัพผีดิบจะยึดครองโลก ระหว่างที่ทำการสกัดกั้นนี้เอง พวกเขาได้พบสาเหตุของการแพร่กระจายของไวรัสมรณะ โดยฆาตกรตัวจริง ที่สังหารเหล่าทีมงานวิจัยก็คือ เร้ดควีน ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมทุกอย่าง ที่อยู่ภายในรวงผึ้ง

ในการเข้า ถึงเร้ดควีน อลิซและลูกทีมของเธอ ต้องผจญกับอุปสรรคที่น่ากลัวมากมาย อาทิ เลเซอร์มรณะ หมากลายพันธุ์ และ ห้องทดลองขนาดใหญ่ ซึ่งอลิซได้เห็นผลการทดลองที่ชั่วร้ายของบริษัทอัมเบรลล่า ไม่ช้าอลิซก็พบว่า เหล่าผีร้ายเป็นผลจากการทดลองที่ผิดพลาดของโปรเจ็กต์ล่าสุดของบริษัทอัมเบรลล่า ที่มีชื่อว่า ที – ไวรัส ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นยาชะลอความแก่ และเพื่อรักษาเชื้อโรคที่เกิดขึ้นในระบบประสาท ไวรัสทีมีศักยภาพ ในการฟื้นคืนชีพเซลล์ที่ตายแล้ว แต่ก่อนที่จะถูกนำไปใช้ในทางบวก ไวรัสตัวนี้กลับถูกแพร่กระจายสู่อากาศเสียก่อน จนเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรวงผึ้งติดเชื้อกลายเป็นผีดิบกันหมด ยกเว้น “อลิซ” ที่สามารถคงสภาพเดิมได้ และนี่เองทำให้องค์กร อัมเบรลล่า ต้องการตัว อลิซ เพื่อนำมาวิจัย ค้นหายาแอนตี้ไวรัส..

หลังจากนั้นการแพร่กระจาย และความโลภหวังครอบครอง ที ไวรัส ยังไม่หมดไปจากองค์กรอัมเบรลล่า จึงทำให้ ผีชีวะ เกิดขึ้น ตามมาอีก 3 ภาค (ภาค2 ผ่าวิกฤตไวรัสสยองโลก และภาค 3 สงครามสูญพันธุ์ไวรัส)? และภาคล่าสุดในชื่อ Resident Evil : After Life ซึ่งเป็นภาคปัจจุบันของ ผู้ำกำกับ พอล แอนเดอร์สัน กับการดำเนินเรื่องต่อจากเหตุการณ์ใน Resident Evil3: Extinction เมื่อ อลิซ (มิล่า โจโววิช) ตัดสินใจตามล่า อัมเบรลลา คอร์ปอเรชัน

อลิซ พบกับกลุ่มผู้รอดชีวิตที่รวมถึง แคลร์ (อาลี ลาร์เตอร์) และ เค-มาร์ท (สเปนเซอร์ ล็อค) ทั้งหมดตัดสินใจเข้าช่วยเหลือผู้รอดชีวิตภายในคุก ซึ่งก็รวมถึงพี่ชายของ แคลร์ อย่าง คริส เรดฟิลด์ (เวนท์เวิร์ท มิลเลอร์) อดีตสมาชิกหน่วยสตาร์ทีมอัลฟ่า? องค์กรที่อยู่เบื้องหลังการระบาดของ ที-ไวรัส หลังจากเดินทางไปทั่วโลก เธอก็ได้มาถึงเมืองลอสแองเจลิส และเจอกับคุกที่ห้อมล้อมไปด้วยซอมบี้

ไอ้ขวานยักษ์-ดิ เอกซ์เซคคิวชั่นเนอร์

พลาก้า ซอมบี้ – ซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ที่ติดเชื้อ ที-ไวรัส

การนำเสนอเรื่องราวดูเหมือนภาคนี้จะดูแผ่วเกินไปสักหน่อย แต่ความฉลาดของ พอล แอนเดอร์สัน ก็คือการนำตัวละครใหม่ๆ จากเกมมาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น ไอ้ขวานยักษ์-ดิ เอกซ์เซคคิวชั่นเนอร์, พลาก้า ซอมบี้ จะแตกต่างจากซอมบี้ธรรมดาที่ติดเชื้อ ที-ไวรัส ตรงที่พวกมันมีความแข็งแกร่งและทนทานต่อความเจ็บปวดได้มากกว่า โดยเฉพาะถ้ามันตั้งใจไล่ล่าเป้าหมาย

แต่ฉากการต่อสู้ไม่ได้เน้นมากมายเท่ากับภาคแรก ๆ ที่ผ่านมา ที่ทำให้คนดูได้ลุ้น ได้ตื่นเต้นระทึกขวัญ โดยภาคนี้เน้นไปที่การโชว์ศักยภาพของเทคโนโลยี 3D มากจนเกินไป ตัวร้ายที่โผล่มาแทบไม่มีอะไรให้จดจำได้ โดยเฉพาะตัว พลาก้า ซอมบี้ ที่น่าเสียดายกับการพยายามนำซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ออกมาใช้ ส่วนไอ้ขวานยักษ์ แทนที่จะมีการต่อสู้ที่มากกว่านี้ กลับกลายเป็นว่าออกมาแค่เพียงเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเรื่องราว โดยผู้กำกับพยายามทำให้เหมือนในเกมมากจนเกินไป โดยไม่ได้ใส่จิตวิญญาณของตัวละครเหล่านี้เข้าไปในตัวหนังด้วย (ซึ่งไม่แน่ใจว่าในเกม คาแรกเตอร์ของไอ้ขวานยักษณ์ และ พลาก้า ซอมบี้ จะมีบทบาทเท่าในหนังแค่นี้หรือไม่?)

ส่วนตัวละครที่เพิ่มเข้ามาอย่าง เวนท์เวิร์ท ที่เข้ามารับบทเป็น คริส เรดฟิลด์ แทบไม่มีบทบาท ดูแล้วใช้ดาราไม่คุ้มยังไงไม่รู้ แต่เอาเป็นว่าเข้าใจผู้กำกับที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ (น. filmax เดือนกันยายน) ที่บอกว่า ในเกมมักจะเพิ่มตัวละคใหม่ๆ เข้ามาเสมอ แต่ก็ไม่รู้ว่าในเกมตัวละครมีบทบาทมากน้อยขนาดไหน เพราะไม่เคยเล่น

มาที่ตัวโกงอีกหนึ่งตัวจากองค์กร อัมเบรลล่า “เวสเกอร์” (ชอว์น โรเบิร์ต) ที่มาในมาดเข้ม ดูเหมือนเก่งกว่า อลิซ ด้วยซ้ำ แต่ทว่าท่าดีทีเหลว รู้สึกได้ว่าทำไมชั้นเชิงการต่อสู้ “อ่อนจัง”

เสียงประกอบทำได้ดี การโชว์เทคนิคทำได้เนียน โดยเฉพาะการใช้ภาพ สต๊อบ โมชั่น เพื่อโชว์ทุกเม็ด ทุกมุม ในการเก็บรายละเอียดเทคนิค ทั้งการถ่ายภาพ องค์ประกอบภาพ ทำได้ดี ถึงจะรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลก็ตาม แต่ดูเพื่อความมัน สะใจ โดยเฉพาะฉากการทำลายล้างองค์กรในโตเกียว ที่มาช่วงแรกประมาณ 5 นาที แล้วก็ระเบิดเป็นจุล

ถ้าจะให้บอกคงต้องบอกว่าภาคนี้ ผิดหวังนิดๆ กับเรื่องราวผีชีวะที่เฝ้ารอดูตั้งแต่ภาค 1-2-3 และคงต้องบอกว่าไปดูเทคนิค เอามัน แต่ไม่ลุ้นระทึกเท่าที่ควร สรุปว่าภาคแรกดีที่สุดสำหรับหนังผีชีวะ Resident Evil ส่วนภาคที่ 2 ดูสนุกสุดสุด อยากรู้ลองหามาดูกันอีกรอบก็แล้วกันแล้วมาแจมความเห็นกันว่าใครชอบภาคไหนมากที่สุด

โดย ซายากะ โฮมส์-ดอยล์