(BIOSCOPE People) ทิโมธี ชาลาเมต์ หนุ่มน้อยแห่ง Call Me by Your Name ที่ใครๆ ก็ต้องหลงเสน่ห์

Home / Uncategorized / (BIOSCOPE People) ทิโมธี ชาลาเมต์ หนุ่มน้อยแห่ง Call Me by Your Name ที่ใครๆ ก็ต้องหลงเสน่ห์

“เป้าหมายสำหรับผมก็คือ ด้วยสถานะที่ยังเป็นเพียงแค่เด็กคนนึงและยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก คนที่กำลังดูหนังอาจไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมก็แค่ต้องหมั่นร่วมงานกับผู้กำกับเก่งๆ เข้าไว้ ถ่ายทอดเรื่องราวเจ๋งๆ ให้ออกมาดี รับบทบาทหลากหลายที่ทั้งท้าทายและซับซ้อนเพื่อขยายขอบเขตของความสามารถออกไปเรื่อยๆ แม้จะไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ก็ตาม …ผมแค่อยากทำให้ตัวเองยังรู้สึกสดใหม่และตื่นเต้นกับมันอยู่เสมอน่ะครับ” ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-ฝรั่งเศสที่กำลังฮ็อตสุดๆ ในนาทีนี้จาก Call Me by Your Name  -หนึ่งในผลงานเรื่องล่าสุดของเขาที่ผู้ชมทั่วโลกกำลังฟีเวอร์- กล่าว

ชาลาเมต์ใน Interstellar

ไม่น่าแปลกใจนักที่เด็กหนุ่มหุ่นเพรียวลมคนนี้จะ ‘เข้าตา’ ผู้ชมขนาดหนัก เพราะนอกจากดวงหน้าและแววตาอันทรงเสน่ห์แล้ว ชาลาเมต์ก็ยังเป็นนักแสดงวัยละอ่อน (เขากำลังจะอายุ 22 ในปลายเดือนนี้) มากฝีมือที่เข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่ยังเด็กด้วยการถ่ายโฆษณามามากมาย (ซึ่งเขาออกตัวว่าไม่ค่อยปลื้มนัก) ก่อนจะหันเหไปจริงจังกับการตามฝันในโรงเรียนการแสดง และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วยวัยเพียง 16 ปีจากบทบาทของ ฟินน์ -ลูกชายหัวขบถของรองประธานาธิบดี- ในซีรีส์ดังอย่าง Homeland รวมถึงหนังหลากแนวนับจากนั้น ทั้งดราม่า, คอมิดี้, ไซ-ไฟ ไปจนถึงแฟนตาซี อาทิ Men, Women & Children (2014, เจสัน ไรต์แมน), Interstellar (2014, คริสโตเฟอร์ โนแลน – เขาคือลูกชายของตัวละครที่แสดงโดย แม็ตธิว แม็กคอนาเฮย์), One & Two (2015, แอนดรูว์ ดรอซ พาเลอร์โม) และ Miss Stevens (2016, จูเลีย ฮาร์ต – ที่การแสดงอันนิ่งน้อยแต่เต็มไปด้วยพลังคุกรุ่นของเขาทำให้นักวิจารณ์จาก The New York Times เปรียบเทียบเขากับ เจมส์ ดีน เลยทีเดียว) นอกจากนี้ เขายังเคยเล่นละครเวทีเรื่อง Prodigal Son (2016) จนคว้ารางวัลมาแล้วด้วย

Call Me by Your Name

และสำหรับใน Call Me by Your Name -ผลงานหนังรักสุดรัญจวนใจที่ดัดแปลงจากนิยายของ อังเดร อาซิแมน ของผกก. ลูกา กัวดัญญีโน (I Am Love, A Bigger Splash) และมือเขียนบทรุ่นใหญ่ เจมส์ ไอวอรี (Maurice, เคยกำกับ A Room With a View, The Remains of the Day) ที่โด่งดังมาตั้งแต่ตอนเปิดตัวที่เทศกาลซันแดนซ์เมื่อต้นปีและส่งให้เขาได้เข้าชิง/ชนะรางวัลมามากมาย (ซึ่งก็รวมถึง Screen Actors Guild และลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่เพิ่งประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงกันไปหมาดๆ)- ชาลาเมต์รับบทเป็น เอลิโอ หนุ่มน้อยวัย 17 ที่กำลังว้าวุ่นใจกับความรู้สึกที่เขามีต่อลูกศิษย์หนุ่มวัย 24 ของพ่ออย่าง โอลิเวอร์ (อาร์มี แฮมเมอร์) ที่ต้องมาอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ริมทะเลร่วมกับครอบครัวของเอลิโอในช่วงฤดูร้อนของอิตาลีในปี 1983 ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นบทบาทที่ไม่ยากอะไรสำหรับเขาหลังเคยรับบทเด็กชายที่เริ่มตระหนักรู้ในเรื่องเพศมาตั้งแต่สมัยเล่นละครเวทีเรื่อง The Talls จนได้รับคำชมเมื่อปี 2011 มาแล้ว …ทว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่เขาต้องโฟกัสเพื่อสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับตัวละครตัวนี้ โดยเฉพาะการต้องรับบทเป็นวัยรุ่นในยุค 80 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขายังไม่เกิด

Call Me by Your Name

“ผมอาจไม่ได้รู้ชัดถึงเรื่องราวชีวิตเหล่านี้(ในยุค 80)ซักเท่าไหร่ แต่เมื่อหลายองค์ประกอบในตัวคุณ-ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง-ได้ถูกยักย้ายถ่ายเทไปยัง ‘ตัวละคร’ อย่างเหมาะสมดีพอ มันก็น่าจะออกมาดีนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องระมัดระวังมากๆ ในการแสดงอะไรก็ตามเพื่อไม่ให้ออกมาดูร่วมสมัย(ปัจจุบัน)จนเกินไป ไม่ไปทำลายความเป็นตัวตนของคนที่เคยใช้ชีวิตผ่านยุค 80 มาก่อน ไม่ไปทำร้ายแฟนหนังสือต้นฉบับ หรือไม่ทำให้ออกมาดูผิดเพี้ยนน่ะครับ” แค่นั้นยังไม่พอ เขายังต้องหัดพูดภาษาอิตาเลียน (ที่ปกติเขาพูดได้แค่ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส), ดีดกีตาร์ (ที่เขาเล่นไม่เป็นเลย) และเล่นเปียโน (ที่เขาร้างลามากว่าสิบปี – เพราะเขาเคยอยากเป็นนักฟุตบอลมากกว่า) ให้ออกมาดูคล่องแคล่วไร้ที่ติบนจอด้วยเวลาเพียงแค่เดือนครึ่ง!

ชาลาเมต์กับ อาร์มี แฮมเมอร์ ใน Call Me by Your Name

แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถของเขา เพราะนอกจากจะได้ผู้กำกับสุดเป๊ะอย่างกัวดัญญีโนมาช่วยดูแลการแสดงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว เคมีระหว่างเขากับแฮมเมอร์ก็เข้ากันได้ดีจนสามารถถ่ายทอดความสัมพันธ์อันหวามไหวของตัวละครทั้งคู่ที่ค่อยๆ กัดกินหัวใจผู้ชมทีละนิดออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือและทรงพลัง (แม้ว่าแฮมเมอร์จะแต่งงานและมีลูกแล้วก็ตาม – ฮา) “มันคงเป็นเรื่องของประสบการณ์น่ะครับ นี่คือ ‘ครู’ ที่ดีที่สุดแล้ว เพราะยิ่งคุณได้ใช้เวลาร่วมกับนักแสดงอีกคนมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งใกล้ชิดกันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ผมว่าบางทีมันเป็นเรื่องของ ‘โชค’ ที่จักรวาลมอบเราให้ด้วยนะ เราแค่แสดงไปตามสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ของเราก็พอครับ” ซึ่งแน่นอนว่านี่คือหนึ่งในผลงานภาพยนตร์ที่เขาแสนจะภูมิใจ “มันเป็นเหมือนกับส่วนผสมอันลงตัวระหว่างธรรมชาติ(ของชีวิต)กับการเฉลิมฉลองความรักน่ะครับ ในหนังเรื่องนี้-ซึ่งไร้พรมแดนทางข้อจำกัดใดๆ, ความรักได้ถูกเฉลิมฉลองผ่านทั้ง(ความสัมพันธ์ระหว่าง)ผู้ชายกับผู้ชาย ผู้ชายกับผู้หญิง และผู้ชายกับ ‘ลูกพีช’ เลยล่ะครับ” (ซึ่งอันสุดท้ายนี้เป็นหนึ่งในฉากเด็ดของหนัง-ที่เราจะยังไม่สปอยล์นะจ๊ะ) เขาบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับการปล่อดปล่อยตัวตน-โดยเฉพาะความปรารถนาที่จริงแท้-ของเราออกมา “มันไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ ถ้าเราจะเปิดตัวเองและเผยมันออกมาให้คนอื่นได้เห็น จริงๆ แล้ว บางทีมันก็ดูเป็นการกระทำที่มีเสน่ห์และงดงามดีออกนะครับ”

ชาลาเมต์กับ เซียร์ชา โรแนน ใน Lady Bird

อนึ่ง ในปีนี้ ชาลาเมต์ยังมีหนังเรื่องใหม่อีกสามเรื่อง ได้แก่ Hot Summer Nights หนังดราม่าย้อนยุค 90 ของ เอไลจาห์ บายนัม กับบทเป็นเด็กหนุ่มผู้(ที่ดูเหมือนจะ)เงียบหงอและขี้อาย, Lady Bird คอมิดี้อบอุ่นที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันของ เกรตา เกอร์วิก กับบทเด็กฮิปสเตอร์บ้านรวยในวงดนตรี-ซึ่งเขาต้องประกบคู่กับสาวดาวรุ่งอย่าง เซียร์ชา โรแนน และ Hostiles หนังเวสเทิร์น/พีเรียดสุดโหดหินของ สก็อตต์ คูเปอร์ กับบทนายทหารที่ต้องร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ คริสเตียน เบล – ที่ฝีมือและเสน่ห์เฉพาะตัวของชาลาเมต์ล้วนส่งให้เขาได้รับคำชมทั้งสิ้น เช่นเดียวกับใน CMBYN ที่มีนักวิจารณ์จาก Empire กล่าวว่า “ชาลาเมต์ทำให้นักแสดงที่เหลือดูเหมือนกำลังแสดงอยู่ แค่มีเขาคนเดียวก็คุ้มค่าพอที่จะดูหนังเรื่องนี้แล้วแหละ!” (ซึ่งก็ยิ่งทำให้เราอยากดูบทบาทของเขาใน A Rainy Day in New York หนังใหม่ปีหน้าของ วูดี อัลเลน เข้าไปใหญ่!) …ฉะนี้แล้ว อนาคตอันสดใสในวงการหนังโลก-รวมถึงเวทีออสการ์ในต้นปีหน้านี้-ของเขาจะไปไหนเสีย!

อ่านเรื่องราว BIOSCOPE People ของพ่อหนุ่ม อาร์มี แฮมเมอร์ ได้ ที่นี่ จ้า