(รื้อหิ้งหนังเก่า) 2001: A Space Odyssey (1968) ครึ่งศตวรรษของหนังไซ-ไฟเขย่าโลกภาพยนตร์

Home / Uncategorized / (รื้อหิ้งหนังเก่า) 2001: A Space Odyssey (1968) ครึ่งศตวรรษของหนังไซ-ไฟเขย่าโลกภาพยนตร์

“มันคือการตกอยู่ในภวังค์ของหนังอย่างที่ผมไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นไปได้มาก่อน พอหนังฉาย ผมก็เข้าไปอยู่ในการเดินทางอันเหลือเชื่อที่ว่านี้ มันจึงเป็นเรื่องน่าตื่นตามากที่จะได้ทดลองและส่งมอบประสบการณ์เดียวกับที่ผมเคยเจอนี้ให้แก่คนดูหนังรุ่นใหม่ๆ – ให้พวกเขาได้นั่งอยู่ตรงนั้นไปกับ ‘ความเจ๋ง’ ของหนังเรื่องนี้”

นี่คือความประทับใจจากคนทำหนังฟอร์มยักษ์แห่งยุคอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่มีต่อ 2001: A Space Odyssey -ผลงานหนังไซ-ไฟสุดคลาสสิกปี 1968 ของ สแตนลีย์ คูบริค ที่ช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์ในการทำหนังของโนแลนมาตั้งแต่เด็กๆ- ซึ่งเพิ่งถูกนำกลับมาแปลงลงฟิล์ม 70 มม. ภายใต้คุณภาพของเสียง/ภาพแบบดั้งเดิมเพื่ออรรถรสที่สมบูรณ์แบบในการรับชม และจัดฉายใหม่อีกครั้งที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 71 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีโนแลนเป็นผู้ขึ้นไปกล่าวเปิดงาน

คูบริคคงไม่คาดคิดว่าผลงานของเขาจะกลายมาเป็น ‘หนึ่งในภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์’ สำหรับผู้ชมทั่วโลกได้อย่างยาวนานถึง 50 ปีขนาดนี้ ซึ่งนอกจากโนแลนแล้ว ก็ยังมีคนทำหนังระดับโลกอีกมากมายที่มีหนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจ นับจาก จอร์จ ลูคัส, สตีเวน สปีลเบิร์ก, เจมส์ แคเมอรอน ไปจนถึง มาร์ติน สกอร์เซซี !

โปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นขึ้นหลังการประสบความสำเร็จอย่างสูงจากหนังเสียดสีสังคมอย่าง Dr. Strangelove, Or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (1964) คูบริค-ผู้ที่เริ่มสนใจทฤษฎีเรื่องชีวิตนอกโลก-จึงจับมือกับ อาเธอร์ ซี คลาร์ค นักเขียนนิยายไซ-ไฟมือหนึ่งแห่งยุค ช่วยกันปลุกปั้นบทหนังสุดอลังการชิ้นนี้ขึ้นมา ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องสั้นที่ชื่อ The Sentinel ในปี 1948 ของคลาร์คเอง โดยพวกเขาหวังว่ามันจะเป็นหนังว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาลที่ ‘ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน’

เนื้อหาของมหากาพย์ไซ-ไฟอย่าง 2001: A Space Odyssey นั้นเล่าถึงแต่ละห้วงเวลา-ทั้งงดงามและน่าสะพรึง-ที่มนุษย์ได้วิวัฒน์ไปพร้อมๆ กับสัญชาตญาณความรุนแรง นับจากโลกยุคดึกดำบรรพ์ (เราจะได้เห็นบรรพบุรุษของมนุษย์-ที่หน้าตาคล้ายลิง-งุนงงสงสัยกับแท่งสี่เหลี่ยมสีดำทะมึนขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอย่างน่าพิศวงอยู่กลางพื้นที่รกร้างว่างเปล่า) ไปจนถึงยานอวกาศ Discovery One ที่ลอยละล่องอยู่ในจักรภพอันแสนกว้างไกลเพื่อมุ่งหน้าไปยังดาวพฤหัส (ซึ่งภาพและเสียงของเจ้าคอมพิวเตอร์บุคลิกเยือกเย็นที่มีลักษณะเป็นดวงไฟสีแดงชื่อ HAL 9000 ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของหนังไปโดยปริยาย) โดยคูบริคและคลาร์ค -ผู้นำเรื่องของมันมาเขียนเป็นเวอร์ชั่นนิยายควบคู่ไปด้วย- ตั้งใจที่จะเล่าเหตุการณ์ในหนังให้ออกมาสมจริงและถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ซึ่งแตกต่างจากหนังไซ-ไฟที่ผ่านมาในอดีตที่มักสร้างขึ้นจากจินตนาการเสียเป็นส่วนใหญ่) พวกเขาจึงศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังวิทยาศาสตร์และมานุษยวิทยาจำนวนมหาศาลอย่างบ้าคลั่ง รวมถึงว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอวกาศโดยตรงให้มาช่วยดูรายละเอียดของงานสร้างต่างๆ ในหนังความยาว 142 นาที-ที่ตัวละครแทบจะไม่ได้คุยกันเลย-เรื่องนี้

แน่นอนว่าเมื่อคราวที่หนังออกฉายรอบปฐมทัศน์ (ซึ่งยาว 161 นาที – คือยาวกว่าฉบับทั่วไปเกือบยี่สิบนาที) ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาได้ ‘สัมผัส’ บนจอ บางคนเดินออกจากโรง บางคนก็ก่นด่า (มีคนบอกว่าหนัง “อยู่ตรงกลางระหว่างความน่าตื่นเต้นกับน่าเบื่อแบบสุดๆ” และ “ความเชื่องช้าอันไม่ประนีประนอมของมันทำให้เป็นเรื่องยากที่จะนั่งดูไปเฉยๆ โดยไม่พูดอะไรเลย” – ฮา) บางคนเป็นสติแตก (ซึ่งในบางรอบหลังจากนั้น ก็มีคนตะโกนใส่จอด้วยว่า “นี่มันคือพระเจ้านี่นา พระเจ้าชัดๆ!” – เอ่อะ) และบางคนก็เครียดกับหนังไปอีกหลายชั่วโมง (จนมีคนบอกว่า “คุณควรเมายาอะไรซักอย่างก่อนเข้าไปดูหนังเรื่องนี้นะ” – โหวยยย) แม้แต่คูบริค-ในวัยสี่สิบ-กับคลาร์คก็ยังอดเครียดตามผู้ชมไปด้วยไม่ได้ ซึ่งรายหลังถึงกับต้องออกมาร่ำไห้ตอนพักครึ่ง (โถ…พ่อคุณ) ขณะที่ คริสติอาเนอ ภรรยาของคูบริคก็เล่าว่า “ขนาดในอาฟเตอร์ปาร์ตี้ ห้องนั้นยังเต็มไปด้วยเหล้า หนุ่มๆ และบรรยากาศมาคุเลยค่ะคุณขา!”

คูบริค (ขวา) ขณะกำกับหนังเรื่องนี้

ทว่าอย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ที่หนังออกฉายบนจอระบบ 70 มม.แบบจำกัดโรงในปีนั้นเป็นต้นมา ยังมีผู้ชมอีกจำนวนไม่น้อยที่ ‘ทึ่ง’ ไปกับสิ่งที่พวกเขาได้สัมผัสบนจอหนัง (นักดนตรีชื่อดังอย่าง จอห์น เลนนอน เคยเล่าว่าเขาดูหนังเรื่องนี้ทุกสัปดาห์เลยนะจ๊ะ) – เช่นเดียวกับโนแลนนี่เอง “ครั้งแรกที่ผมได้ดู 2001 ผมอายุเจ็ดขวบเองมั้ง” เขาว่า “มันเป็นปีหลังจากที่ Star Wars ของจอร์จ ลูคัสออกฉาย ในตอนที่ปรากฏการณ์ความสำเร็จของหนังได้กลายมาเป็นกระแส หนัง 2001 ก็ถูกนำกลับมาออกฉายใหม่พอดี พ่อเลยพาผมไปดูในโรงหนังใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดของลอนดอนอย่าง Leicester Square Theatre ซึ่งมีเครื่องโปรเจ็กเตอร์ฉายหนัง 70 มม. ผมเลยมีประสบการณ์การดูหนังสุดพิเศษที่ตราตรึงใจมาตั้งแต่นั้นครับ”

(อนึ่ง 2001: A Space Odyssey ยังกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของทวีปอเมริกาเหนือประจำปี 1968, ชิงสี่รางวัลออสการ์ โดยได้มาหนึ่งคือสาขาวิชวลเอฟเฟ็กต์สยอดเยี่ยม, มีภาคต่อคือ 2010: The Year We Make Contact [1984, ปีเตอร์ ไฮแอมส์] และถูกกล่าวอ้างถึงหรือล้อเลียนในหลายๆ สื่ออยู่บ่อยครั้ง)

ขณะที่ เจย์ เทล็อตต์ -ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ศึกษาจาก Georgia Tech- ก็อธิบายว่า เหตุที่หนังเรื่องนี้ยังคงยิ่งใหญ่และถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ ก็เป็นผลมาจากการที่มันถูกคนทั้งวงการวางสถานะให้เป็นเหมือนกับ ‘หนังที่มีอิทธิพลต่อหนังไซ-ไฟในยุคหลังทั้งปวง’ นี่เอง “มันเป็นหนังที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับหนังตระกูลไซ-ไฟ ตลอดจนวิธีคิดที่เราใช้สร้างหนังเหล่านี้ขึ้นมา” เขาว่า “เพราะคูบริคได้คิดค้นหรือก้าวล้ำนำหน้าด้วยเทคนิคใหม่ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นหนทางใหม่ในการเล่าเรื่องผ่านสื่อภาพยนตร์ไงล่ะ” ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบวงล้อขนาดใหญ่ที่สามารถหมุนได้มาสร้างฉากเอาไว้ภายใน (เพื่อแสดงภาพสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงในอวกาศ), การใช้เทคนิค front projection (การนำฟุตเตจที่ถ่ายไว้แล้วมายิงผ่านโปรเจ็กเตอร์เพื่อใช้เป็นฉากหลัง), slit-scan (การถ่ายภาพผ่านสไลด์ชนิดพิเศษเพื่อให้ซับเจ็กต์ออกมาดูผิดเพี้ยน – สำหรับซีเควนซ์การเดินทางผ่านมิติดวงดาวของตัวเอกอย่าง ดร. เดวิด โบว์แมน ที่รับบทโดย เคียร์ ดูลเล) และ match cut (การตัดต่อภาพระหว่างสองช็อตที่ต่างกัน แต่เป็นช็อตที่มีคุณลักษณะหรือความสมมาตรใกล้เคียงกัน) – ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ใช้เทคนิคอันหลังสุดนี้ได้เจ๋งที่สุดในโลกภาพยนตร์อีกด้วย

ด้วยตัวละคร เนื้อหา และเทคนิคอันน่าจดจำที่ถูกกล่าวถึงไปทั้งหมดนี้ จึงทำให้ 2001: A Space Odyssey กลายเป็นหนังที่ยังคงถูกคอหนังรุ่นเล็กรุ่นใหญ่หยิบยกไปถกเถียงและตีความกันได้ไม่จบสิ้นตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และด้วยเหตุฉะนี้ มันจึงสมศักดิ์ศรียิ่งนักกับสถานะการเป็น ‘หนึ่งในภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์’ อย่างไม่ต้องสงสัย!