(BIOSCOPE People) ลูกัส ดอนต์ ผู้กำกับ Girl หนังทรานส์ฯ รางวัลเพียบจากคานส์

Home / Uncategorized / (BIOSCOPE People) ลูกัส ดอนต์ ผู้กำกับ Girl หนังทรานส์ฯ รางวัลเพียบจากคานส์

“ลาราเป็นเด็กสาวอายุ 15 ที่เกิดมาในร่างของเด็กชาย …ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักบัลเล่ต์หญิง”

คือเรื่องย่อของ Girl หนังดราม่าสัญชาติเบลเยี่ยมที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 71 มาได้ถึง 4 รางวัล ได้แก่ Caméra d’Or หนังเรื่องแรกยอดเยี่ยม, Queer Palm สำหรับหนังที่พูดประเด็นเรื่องเพศสภาพได้อย่างโดดเด้ง และการแสดงยอดเยี่ยมในสาย Un Certain Regard (โดย วิกเตอร์ โพลสเตอร์) รวมถึงรางวัลจากนักวิจารณ์นานาชาติ – ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากฝีไม้ลายมือของผู้กำกับ/เขียนบทหนุ่มตาสวยวัย 26 อย่าง ลูกัส ดอนต์ ที่เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกันในวันนี้!

ดอนต์เกิดและเติบโตที่เบลเยี่ยม เขามีความฝันอยากเป็นคนทำหนังมาตั้งแต่สมัยเรียนภาพยนตร์ และคลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสั้นจนคว้ารางวัลจาก Ghent International Film Festival มาแล้วถึงสองครั้ง นั่นคือรางวัลชมเชยสาขาหนังสั้นยอดเยี่ยมโดยนักเรียนสำเนียงเฟลมิชจาก Headlong -ที่เล่าเรื่องของนักเต้นบัลเลต์หนุ่มผู้เปลี่ยวเหงาในโรงแรมต่างแดน- เมื่อปี 2012 และรางวัลหนังสั้นเบลเยี่ยมยอดเยี่ยมจาก L’Infini -อันว่าด้วยเด็กหนุ่มที่อยู่ระหว่างการรักษาสถานะความเป็นเด็กเอาไว้และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่- เมื่อปี 2014 โดยก่อนหน้านั้น เขาเริ่มมองหาไอเดียสำหรับโปรเจ็กต์หนังยาวของตัวเองมาตลอด จนกระทั่งเขานึกย้อนไปถึงข่าวของ ‘นอรา เด็กหญิงที่บังเอิญเกิดมาในร่างของเด็กชาย แต่ยังอยากเป็นนักเต้นบัลเล่ต์หญิง’ ที่เขาเคยได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อปี 2009 เขาจึงเริ่มนำมันมาขยายต่อ “ผมตกหลุมรักเด็กสาวคนนี้ สำหรับผม เธอคือตัวอย่างของความกล้าหาญ ผมเลยบอกตัวเองว่า ถ้าผมจะทำหนังยาวเรื่องแรก มันก็ต้องเป็นเรื่องของเธอนี่แหละ!” (ซึ่งต่อมาเขาทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนกัน และนอราก็ยังเดินทางมาร่วมดูหนังกับเขาที่คานส์ด้วย)

วิกเตอร์ โพลสเตอร์ (ซ้ายสุด) นักแสดงนำของดอนต์ใน Girl

ประเด็นที่ดอนต์สนใจมาตลอดในการเล่าเรื่องนั้น ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องอัตลักษณ์, เพศสภาพ, ความเปลี่ยวเหงาของผู้คน ไปจนถึงการพรากจากด้วยข้อจำกัดใดๆ ในชีวิตที่ถูกบงการโดยความเชื่อบางอย่างจากสังคม ซึ่งเหล่านี้ก็ส่องประกายฉายชัดในหนังยาวเรื่องแรกของเขาอย่าง Girl นี่เอง โดยเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘การยอมรับตัวเอง’ ของตัวละครลารา (รับบทโดยโพลสเตอร์) นักเต้นสาวทรานส์เจนเดอร์ผู้อยากเป็นนักบัลเล่ต์หญิงโดยการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักและการผ่าตัดแปลงเพศนี้ ก็ได้รับคำชื่นชมจากผู้ชมที่คานส์อย่างท่วมท้นในการบอกเล่าอันเรียบง่าย จริงใจ เป็นธรรมชาติ ทว่าเปี่ยมไปด้วยพลัง

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะดอนต์เคยประสบกับความเปลี่ยวเหงากับการต้องปกปิดรสนิยมทางเพศของตนมาก่อนเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น เขาจึงอยากแสดงให้เห็นว่า ตัวละครของเขาต้องใช้ความกล้าแค่ไหนในการยอมรับตัวเองและเปิดเผยมันออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้ “ตอนที่ยังเด็ก ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชายที่มีความเป็นหญิงมากกว่าความเป็นชาย และผมก็สับสนมากๆ มาตลอดระยะเวลาที่เติบโตขึ้น เพราะผมมีแต่ตัวอย่างจากคนรอบข้างที่สามารถเข้ากับมาตรฐานสังคมได้” ดอนต์เล่า “ฉะนั้น สำหรับผม มันจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะถ่ายทอดตัวละครที่นิยามถึงสภาวะนี้ หรือคนที่พยายามท้าทายมันออกมา – ผมอยากยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกเถียงครับ”

โพลสเตอร์และดอนต์ที่คานส์

และก็ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า การแสดงของโพลสเตอร์คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้ ซึ่งดอนต์คัดเลือกนักเต้นหนุ่มคนนี้ให้มาแสดงนำในหนังของเขาจากวัยรุ่นจำนวนไม่ต่ำกว่า 500 คน “ตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้อง เขาดูเหมือนเทวดานางฟ้าเลยครับ เขาเต้นให้เราดู แล้วพอผมกลับบ้านไป ผมก็บอกกับตัวเองว่า ‘บทนี้ต้องเป็นเขาเท่านั้น’” ดอนต์ว่า อย่างไรก็ดี ยังมีนักวิจารณ์บางรายติติงเรื่องการตัดสินใจ ‘เลือกนักแสดงชายที่มีเพศสภาพตรงกับเพศกำเนิด (cisgender) ให้มารับบททรานส์ฯ’ ของดอนต์ ซึ่งเขาก็พูดถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า “เราไม่รู้หรอกครับ ว่าเราต้องการผู้ชาย ผู้หญิง หรือสาวทรานส์ฯ มาแสดง เราแค่อยากได้ใครซักคนที่สามารถนำเสนออัตลักษณ์ในแบบที่ไม่ได้เป็นแค่กิมมิคหลอกๆ แต่เขาจะต้องเป็นคนที่ทั้งงดงามและซับซ้อนได้ในเวลาเดียวกัน” ซึ่งผู้ชายอย่างโพลสเตอร์ก็สามารถถ่ายทอดแง่มุมความรู้สึกของทรานส์ฯ ออกมาได้ดีทีเดียว แม้จะเป็นบทบาทแรกในชีวิตของเขาก็ตาม

ดอนต์ขณะขึ้นรับรางวัล

ในความคิดของดอนต์ สารที่เขาต้องการจะเล่าในหนังเรื่องนี้ต่างหาก คือสิ่งที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด “แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ เหล่าวัยรุ่นทรานส์เจนเดอร์ที่ผมได้พบเจอระหว่างการเขียนบทหนังเรื่องนี้นี่แหละครับ พวกเขาทุกคนคือคนกล้าในวัยเยาว์ที่กำลังท้าทายบรรทัดฐานต่างๆ ในสังคม และเลือกที่จะแสดงตัวตนที่ ‘จริงแท้ที่สุด’ ของพวกเขาออกมา” เขาเน้นย้ำ

“และเมื่อเราได้เริ่มต้นพูดแทนคนที่ไม่มีโอกาสเปล่งเสียงของตัวเองหรือไม่ได้ถูกพูดถึงมาเนิ่นนาน – ผมคิดว่านั่นแหละคือเรื่องที่งดงามสุดๆ แล้ว”