(รื้อหิ้งหนังเก่า) James and the Giant Peach (1996) : แมลง ฝันร้าย ความตาย ลูกพีชยักษ์!

Home / Uncategorized / (รื้อหิ้งหนังเก่า) James and the Giant Peach (1996) : แมลง ฝันร้าย ความตาย ลูกพีชยักษ์!

โดย คำแพง คนึงเหตุ

 

แมลง ฝันร้าย ความตาย ลูกพีชยักษ์?!

…ใครจะสามารถเอาของประหลาดๆ น่ากลัวๆ แบบนี้มาเขียนเป็นวรรณกรรมเด็กได้ ถ้าไม่ใช่นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษอย่าง โรอัลด์ ดาห์ล ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานสไตล์การเขียนแบบ Macabre หรือการแฝงเนื้อเรื่องดาร์คๆ ชวนขนลุกรวมถึงความตายลงในวรรณกรรมเด็ก (กรี๊ด!) – ซึ่งดาห์ลมักบอกเล่าถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอในงานเขียนของตน ไม่ว่าจะเป็น Charlie and the Chocolate Factory (1964), The Witches (1983) หรือ Matilda (1988)

James and the Giant Peach เป็นผลงานนิยายเล่มแรกๆ ของเขาในปี 1961 ที่จัดเต็มทั้งประเด็นความตายของพ่อ-แม่และตัวละครชวนขนหัวลุก ทว่ามันกลับกลายเป็นเรื่องราวผจญภัยที่ติดตาตรึงใจเด็กๆ ทั่วโลก แถมยังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน-ดังที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้-อีกด้วย!

 

เวอร์ชั่นหนังสือ

 

James and the Giant Peach (1996) เป็นหนังมิวสิคัล/แฟนตาซีที่ได้ ‘มือเก๋า’ แห่งวงการแอนิเมชั่นอย่าง เฮนรี เซลิค (The Nightmare Before Christmas) มากำกับ และได้ผกก.สไตล์จัด ทิม เบอร์ตัน และ เดนีส ดี โนวี มาเป็นหนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์ด้วย โดยเล่าถึง เจมส์ (รับบทโดย พอล เทอร์รี) เด็กชายกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ให้กับ ‘แรดยักษ์’ (ที่…เอ่อ…จู่ๆ ก็บินลงมาจากก้อนเมฆแล้วคร่าชีวิตพ่อ-แม่ของเขาไปซะอย่างนั้น!) และต้องมาอาศัยอยู่กับป้าใจร้ายทั้งสองคือ สไปค์ (โจแอนนา ลัมลีย์) และ สปอนจ์ (มีเรียม มาร์โกลย์ส) ที่ใช้งานกดขี่เขาเยี่ยงทาส จนวันหนึ่งเจมส์ได้พบชายแปลกหน้า (พีต พอสเซิลธเวต – ผู้เคยเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก In the Name of the Father) ที่มอบ ‘ลิ้นจระเข้’ -ของวิเศษสำหรับขอพรสารพัดนึก- ให้แก่เขา!

เจมส์เฝ้าฝันอยากจะไปใช้ชีวิตใหม่ที่มหานครนิวยอร์คเต็มที แต่เขากลับทำของวิเศษนั้นตกกระจัดกระจายทั่วพื้น ซึ่งส่วนหนึ่งกระเด็นกระดอนไปโดน ‘ต้นพีช’ ใกล้ตายเข้า ทำให้มันออกผลพีชขนาดมหึมาออกมา (!!!) เจมส์จึงตัดสินใจหนีจากป้าใจร้ายทั้งสองด้วยการหลบเข้าไปอยู่ในลูกพีชยักษ์ และที่นั่นเอง เขาได้พบกับสหาย ‘แมลง’ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแมงมุม, ตั๊กแตน, ไส้เดือนดิน, ตะขาบ, แมลงเต่าทอง และหนอนเรืองแสง เหล่าแมลงยังช่วยพาเจมส์หนีด้วยการตัดขั้วลูกพีชออกจากต้น ทำให้มันกลิ้งหลุนๆ ลงทะเล และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยสุดท้าทายของเจมส์และเหล่าเพื่อนแมลง เพื่อมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ค – เมืองแห่งความฝันที่เจมส์โหยหา!

ไลฟ์แอ็กชั่น
สต็อปโมชั่น
2D แอนิเมชั่น

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การผสมผสานเทคนิคการทำหนังหลายๆ แบบเข้าด้วยกัน โดยมีทั้งการแบ่งท่อนระหว่างสต็อปโมชั่น (แอนิเมชั่นจากตุ๊กตา) และไลฟ์แอ็กชั่น (คนแสดงจริง) ซึ่งในตอนแรก เซลิคตั้งใจที่จะทำหนังด้วยเทคนิคสต็อปโมชั่นที่เขาถนัดทั้งเรื่อง แต่หากทำเช่นนั้น ทางฝั่งผู้สร้างอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการเลือกใช้ไลฟ์แอ็กชั่นร่วมด้วยในที่สุด (นอกจากนี้ ยังมีการแทรกเทคนิคแอนิเมชั่นสองมิติเข้าไปด้วยแบบสั้นๆ ในฉากความฝันของเจมส์อีกต่างหาก) แต่ก็ดูเหมือนว่านักวิจารณ์บางคนจะไม่ชอบการผสมผสานสองเทคนิคนี้ด้วยกันเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น โอเวน เกลเบอร์แมน แห่ง Entertainment Weekly ที่ชื่นชอบเฉพาะส่วนที่เป็นแอนิเมชั่นของหนังเรื่องนี้ เขาถึงกับชมว่าส่วนแอนิเมชั่นนั้นช่าง “ชาญฉลาดและเปี่ยมชีวิตชีวา” ทว่าส่วนไลฟ์แอ็กชั่นนั้นกลับดู ‘เล่นใหญ่จนเกินงาม’ แถมยังบอกว่ามันเป็นงานที่ ‘หยาบ’ ไม่ประณีตเท่าแอนิเมชั่นอีกต่างหาก!

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ชมหลายคนเห็นพ้องต้องกันก็คือ หนังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในแง่ของการสร้างบรรยากาศอัน ‘น่าขนหัวลุก’ โดย เจเน็ต มาสลิน นักวิจารณ์ชาวอเมริกันได้เขียนไว้ใน The New York Times ว่า James and the Giant Peach มีบรรยากาศชวนสยองที่อาจทำให้เด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังอด ‘กลัว’ ไม่ได้อยู่ดี (โดยเฉพาะงานดีไซน์ตัวละครแมลงในเรื่อง) แถมบรรยากาศของหนังก็มืดหม่นอึมครึมเกือบตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากบ้านของสองป้าใจร้ายที่มีแต่ท้องฟ้าอันขมุกขมัว หรือฉากภายในผลพีชยักษ์ที่ต้องเปิดไฟจึงจะมองเห็นได้ถนัดชัดแจ้ง (ซึ่งก็เป็นแค่ไฟสลัวๆ จากหนอนเรืองแสงเท่านั้น) มาสลินยังให้ความเห็นอีกว่า ตัวหนังแทบทั้งเรื่องนั้น “น่ากลัวกว่าเวอร์ชั่นนิยายของโรอัลด์ ดาห์ลหลายเท่านัก!” นั่นจึงทำให้ James and the Giant Peach ได้รับเรต PG (ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ) ไปในที่สุด

แต่กระนั้น บรรยากาศน่าขนลุกนี่เองที่เป็น ‘เสน่ห์’ ของหนัง เพราะแม้เรื่องเล่าของมันจะดูน่ากลัวอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นหนังที่สนุกไม่น้อย และก็ไม่ได้น่ากลัวจนถึงขนาดที่ผู้ปกครองต้องเอามือปิดตาเด็กด้วย แถมยังมีฉากมิวสิคัลให้บรรดาตัวละครได้ร้องเพลงเพราะๆ เวียร์ดๆ แทรกอยู่เป็นระยะ-ไม่ต่างจากหนังสำหรับเด็กเรื่องอื่น ๆ และเหนืออื่นใด บรรดาตัวละครแมลงที่ภายนอกดูเหมือนจะน่ากลัวนั้น แท้จริงแล้วกลับมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่น่ารักและมีความเป็นมนุษย์อยู่สูง เช่น แมลงเต่าทองที่อบอุ่นและดูเป็นแม่ หรือตั๊กแตนที่เป็นชายหัวสูงแต่ใจดี ทำให้ตัวละครแมลงเหล่านี้เข้าถึงผู้ชมได้ง่าย และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

แต่กว่าเรื่องราวแสนสนุกของเจมส์กับเพื่อนๆ แมลงจะได้มีโอกาสมาโลดแล่นในโลกภาพยนตร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ความยากลำบากเริ่มมาตั้งแต่ขั้นตอนการขอลิขสิทธิ์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า หลายครั้งที่โรอัลด์ ดาห์ลยินยอมให้คนทำหนังนำผลงานของเขาไปดัดแปลง ผลลัพธ์ที่ได้มักไม่ค่อยเป็นที่พึงพอใจสำหรับเขามากนัก อย่างเช่น หนังเรื่อง Willy Wonka and the Chocolate Factory (1971, เมล สตวร์ต) ที่ดัดแปลงจาก Charlie and the Chocolate Factory ที่ทำให้ดาห์ล ‘ยี้’ มากจนถึงกับบอกว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับหนังอีกต่อไป หรือ The Witches (1990, นิโคลัส โรก) ที่ดาห์ลแสนจะเกลียด เพราะตอนจบในหนังดันไม่เหมือนกับในหนังสือ ซึ่งเขารับไม่ได้เอาเสียเลย!

นอกจากนี้ อุปสรรคอีกประการหนึ่งก็คือ แนวทางงานเขียนของดาห์ลนั้นมักอัดแน่นไปด้วยภาพจินตนาการชวนฝันซึ่งยากแก้การถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ (ในยุคนั้น) นี่จึงอาจเป็นสาเหตุให้ดาห์ลปฏิเสธการนำ James and the Giant Peach ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาโดยตลอด กระทั่งในปี 1992 หรืออีกสองปีถัดมาหลังจากเขาเสียชีวิต วอลต์ ดิสนีย์ จึงได้สิทธิ์การทำหนัง James and the Giant Peach จาก เฟลิซิตี ภรรยาของดาห์ล ซึ่งปรากฏว่าหนังถ่ายทอดเรื่องราวของมันออกมาได้ดีมาก จนคว้ารางวัลภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจาก Annecy International Animated Film Festival ในปี 1997 มาได้เป็นผลสำเร็จ

ยิ่งไปกว่านั้น เฟลิซิตียังถึงกับเอ่ยปากชมด้วยว่า “ถ้าโรอัลด์ยังอยู่ เขาคงมีความสุขกับสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำกับเจมส์แน่ๆ – มันเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ค่ะ!”