รื้อหิ้งหนังเก่า : กว่าจะเป็นช็อคโกแลตรสอัศจรรย์ยี่ห้อ Forrest Gump (1994)

Home / Uncategorized / รื้อหิ้งหนังเก่า : กว่าจะเป็นช็อคโกแลตรสอัศจรรย์ยี่ห้อ Forrest Gump (1994)

โดย ประสาร งานแข็ง

ปี 1994 ผ่านมาแล้ว 24 ปี จะมีสักกี่อย่างที่คุณจำได้ดีจนวันนี้

…ถ้าจำกัดวงให้แคบขึ้น จะมี ‘ผู้ชาย’ สักกี่คนจากปีนั้นที่คุณ ‘ลืมไม่ลง’

ในปีเดียว เราสูญเสีย เคิร์ต โคเบน ที่คนส่วนใหญ่รัก และ ริชาร์ด นิกสัน ที่คนส่วนใหญ่เกลียด / โอ เจ ซิมป์สัน เปลี่ยนสถานะจากนักกีฬาขวัญใจเป็นผู้ร้ายรายใหม่ประจำหน้าประวัติศาสตร์เพียงชั่วข้ามคืน / คอหนังเลือดสาดได้ศาสดาคนใหม่ในชื่อ เควนติน ทารันติโน ที่แจ้งเกิดเต็มตัวกับหนังเรื่องที่ 2 อย่าง Pulp Fiction / เอลตัน จอห์น คืนชีพได้อย่างไม่น่าเชื่อกับผลงานเพลงประกอบหนังทำเงินอันดับ 1 แห่งปีอย่าง The Lion King ฯลฯ

ทว่าในปีนั้น ยังมีผู้ชายอีกคนที่ใครต่อใครหลงรัก ผู้ชายต่ำกว่าเกณฑ์ที่คงไม่รู้จักใครเลยสักคนที่กล่าวถึงไปข้างต้น เพราะชีวิตของเขามีแค่ ‘แม่ กัลยาณมิตร และหญิงผู้เป็นพรหมลิขิต’ ผู้ชายที่ใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่าง ฟอร์เรสต์ กัมป์ ที่รับบทโดย(ว่าที่)สุดยอดนักแสดงแห่งยุค – ทอม แฮงค์ส ในหนังเรื่อง Forrest Gump ซึ่งกลายมาเป็นประสบการณ์บันเทิงที่แสนน่าทึ่งและตราตรึงมาจนถึงวันนี้

เรื่องราวของกัมป์ในหนังเรื่องนี้ ไม่ต่างจากคำคมที่แม่เขาเคยบอกไว้ว่า “ชีวิตก็เหมือนช็อคโกแลตสักกล่อง ไม่มีทางรู้หรอกว่าจะได้รสอะไร” เพราะถึงจะคาดเดาไม่ได้ หลากหลายรสชาติ แต่ก็อิ่มเอมจนต้องขออีก!

ชีวิตบนจอของฟอร์เรสต์สุขเศร้าเคล้าน้ำตาแค่ไหน เส้นทางนอกจอของหนังก็ทรหดไม่แพ้กัน

ก่อนจะวิ่งไปกลับข้ามประเทศหลายรอบจนมีผู้ติดตามมากมาย ชายชื่อฟอร์เรสต์ กัมป์เริ่มก้าวแรกบนเส้นทางแห่งปาฏิหาริย์ในนิยายชื่อเดียวกันเมื่อปี 1986 โดยฝีมือ วินสตัน กรูม อดีตทหารสงครามเวียดนามที่ผันตัวมาเป็นนักข่าวและนักเขียน เขาเคยมีนิยายตีพิมพ์มาก่อนหน้านั้นแค่ 3 เรื่องที่ล้วนเล่าวิบากกรรมของ ‘ชายยุคเบบี้บูม’ ผู้เป็น ‘ทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม’ เหมือนตัวเขา ซึ่งไม่มีเรื่องไหนโด่งดังหรือขายดีเลย รวมถึงผลงานเล่มที่ 4 นี้ที่ทำยอดไปได้แค่เพียง 30,000 ก๊อบปี้ ณ ขณะนั้น

ย้อนกลับไป 1 ปีก่อนปล่อยนิยาย กรูมได้ขายสิทธิ์ให้ค่าย วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เอาไปสร้างเป็นหนัง แต่ก็แก้บทกันอยู่หลายปี จนกระทั่งบทตกมาถึงนักเขียนโนเนมที่ชื่อ อีริก รอธ ที่ได้แปลงโฉมฟอร์เรสต์ใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เพราะฟอร์เรสต์ในนิยายนั้นเป็นนักกีฬาสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว ถึงเรียนไม่เก่ง แต่สมองก็อยู่ในระดับปกติ ระหกระเหินผ่านช่วงหลากหลายเหตุการณ์ในยุคเบบี้บูมและบุปผาชน มีบุญได้ไปจนถึงนอกโลก ก่อนกลับมาเปิดกิจการทำประมงกุ้งและมีลูกในตอนท้าย

จากนิยายต้นฉบับที่ยังคงเส้นเรื่อง ‘ชีวิตเส็งเคร็งในสังคมสังคังหลังสงครามเวียดนาม’ ซึ่งมุ่งวิพากษ์สังคมอเมริกัน-อันเป็นเอกลักษณ์ของกรูม ซึ่งทำให้ตัวละครฟอร์เรสต์ดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่สำหรับรอธ นี่ถือเป็นโอกาสในการชำแหละสังคมที่สุดแสนจะฉลาดเฉลียว เขาจัดการสร้างตัวละครฟอร์เรสต์ขึ้นใหม่ให้เป็น ‘คนหัวไม่ดีแต่มีจิตใจที่น่ากราบ’ โดยอิงพื้นฐานตัวละครหลวมๆ มาจาก 11 บทแรกในนิยาย แล้วข้ามไปท้ายเล่มตอนทำกุ้งและมีลูกเลย ส่วนองค์ประกอบที่เหลือทั้งสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์, ขาเหล็ก, การวิ่งข้ามประเทศ, ช็อกโกแลต และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่ฟอร์เรสต์เดินทะเล่อทะล่าไปเจอ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่รอธใส่เข้าไปใหม่ และทำให้ฟอร์เรสต์เป็นหนุ่มใต้พูดไม่ชัดที่รักแม่ รักเพื่อน และรัก เจนนี -สาวคนสำคัญในชีวิตของเขา- เหนือสิ่งอื่นใด (ก่อนจะลงท้ายด้วยการรักลูกเพิ่มด้วย) จนทำเอาผู้ชมร้องไห้กว่า 2 ชั่วโมงรวดมานักต่อนัก

แต่อุปสรรคของฟอร์เรสต์ยังไม่จบ เปล่าเลย มันเพิ่งเริ่มเท่านั้น เพราะปลายปี 1988 มีหนังที่พล็อตว่าด้วย ‘ชายสมองไม่ปกติ’ อย่าง Rain Man (กำกับโดย แบร์รี เลวินสัน) ออกมาทำเงินถล่มทลายและคว้า 4 ออสการ์-ทั้งภาพยนตร์ ดนตรีประกอบ ผู้กำกับ และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม แทนที่วอร์เนอร์ฯ จะเห็นเป็นโอกาสโหนกระแสแบบน้ำขึ้นให้รีบตัก พวกเขากลับเห็นเรื่องนี้เป็นวิกฤต ค่ายไม่อยากสร้างหนังตามหลังปรากฏการณ์ที่ประสบความสำเร็จทั้งเงินทั้งกล่องอย่าง Rain Man เลยตัดสินใจขายสิทธิ์ให้ พาราเมาต์ ไปเสียอย่างนั้น โดยพ่วงเอาโปรดิวเซอร์หน้าใหม่อย่าง เวนดี ไฟเนอร์แมน และนักแสดงอย่างแฮงค์ส-ที่มีชื่ออยู่ในโปรเจ็กต์ตั้งแต่ต้น-เข้าไปด้วย

เมื่อย้ายมาบ้านใหม่ พบเจอทีมใหม่ Forrest Gump คนใหม่ก็ได้โอกาสวิ่งเข้าเส้นชัยสักที ด้วยการปลุกปั้นของ เชอร์รี แลนซิง อดีตนักแสดงที่ผันตัวเองเป็นเบื้องหลังจนได้ขึ้นเป็นผู้บริหารของค่ายพาราเมาต์ และ ผู้อำนวยการสร้างหน้าใหม่ที่กำลังจะถูกหวยครั้งใหญ่กับงานสร้างเรื่องที่ 2 เรื่องนี้ โดยเฉพาะแลนซิงที่ในตอนนั้นยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ฝีมือกับหน้าที่ ‘ผู้บริหารหญิง’ ซึ่งเป็นอันรู้กันว่า ความไม่เท่าเทียมทางเพศในโลกของผู้ชายเป็นใหญ่นั้น กดดันเธอมากเป็นพิเศษ แต่เมื่อได้อ่านบทของรอธฉบับวิพากษ์อเมริกา-ที่ฟอร์เรสต์ได้ไปอวกาศและคุยกับเพื่อนในจินตนาการตอนวิ่ง (ซึ่งตั้งใจให้เป็นตัวการ์ตูน) เธอกลับเห็นทุ่งลาเวนเดอร์กลางดงระเบิด และเรียกมันว่า “บทหนังที่งดงามที่สุดที่ฉันเคยได้อ่าน”

ในส่วนของนักแสดง ชื่อชั้นของแฮงค์สอาจฟังดูดีในปัจจุบัน ทว่าในตอนนั้น แฮงค์สไม่ใช่เครื่องรับประกันว่าหนังจะทำเงิน ตรงกันข้าม หลังโด่งดังจาก Big ในปี 1988 เขาก็มีแต่หนังเจ๊งล้วนๆ แต่ด้วยเพราะบทนี้โดนปฏิเสธจาก จอห์น ทราโวลตา (เพื่อไปรับ Look Who’s Talking ทั้ง 2 ภาค และเล่น Pulp Fiction) และ บิล เมอร์เรย์ (ที่กำลังโกยเงินต่อเนื่องจาก Ghostbuster II) บทฟอร์เรสต์เลยตกมาถึงนักแสดงที่ต้องการงานกู้หน้าอย่างแฮงค์ส (แม้จะคว้าออสการ์นำชายตัวแรกจาก Philadelphia มาแล้วก็เถอะ) ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นสุดยอดนำชายระดับตำนานฮอลลีวูดแห่งยุคด้วยงานฮิตๆ ที่ตามมาอย่าง Apollo 13, Toy Story, You’ve Got Mail, Saving Private Ryan, Cast Away ฯลฯ – ซึ่งจะว่าไปแล้ว อานิสงส์ออสการ์จาก Philadelphia มีผลพอสมควรในการทำให้ Forrest Gump ได้รับความสนใจในทีแรกที่ออกฉาย

แฮงค์สกับเซเม็กคิส

แต่ถึงมีทุกอย่างพร้อมขนาดนี้ Forrest Gump ก็ยังไม่ได้เริ่มออกตัวทันทีที่ย้ายบ้านมาพาราเมาต์ เพราะหนังยังหาผู้กำกับไม่ได้ แรกเริ่มนั้นแลนซิงอยากได้ตัว แบร์รี ซอนเนนเฟลด์ ที่เพิ่งถูกหวยกับการย้ายตำแหน่งจากผู้กำกับภาพมากำกับหนังใหญ่ใน The Addams Family ในปี 1991 ตัวซอนเนนเฟลด์เองก็สนใจ Forrest Gump แต่เมื่อหนังครอบครัวคุณผีภาคแรกเกิดฮิต พาราเมาต์ก็อยากได้ภาคต่อ ซอนเนนเฟลด์เลยเลือกไปกำกับ Addams Family Value (ที่เจ๊งระเบิดระเบ้อเบอร์แรง) แลนซิงเลยต้องพลิกแผ่นดินหาผู้กำกับคนใหม่ คุยไปหลายคนก็ยังไม่ลงตัว เพนนีย์ มาร์แชลล์ ที่กำกับแฮงค์สมาแล้ว 3 เรื่องทั้ง Jumping Jack Flash, Big และ A League of Their Own ก็เกือบได้กำกับอยู่รอมร่อ แต่ก็หลุดไปด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า ป้าแกโขกค่าตัวแรงมาก จนพระเอกคู่บุญอย่างแฮงค์สเองก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ซึ่งระหว่างที่นางเล่นองค์อยู่นั้น แฮงค์สก็กำลังถ่าย Philadelphia และได้เจอกับ โรเบิร์ต เซเม็กคิส เจ้าของงานฮิตต่อเนื่องจากไตรภาค Back to the Future และ Death Becomes Her ซึ่งเต็มไปด้วยงานเอฟเฟ็กต์ส เขาจึงเห็นโอกาสในการปิดโปรเจ็กต์ด้วยการชวนเซเม็กคิสมากำกับ ทั้งคู่คุยกันแล้วคลิกในระดับที่เมื่อคุยกันจบ เซเม็กคิสโทรไปหาเอเจนต์ให้เทงานอื่นและมาเริ่มทำ Forrest Gump เดี๋ยวนั้น หนังจึงได้เริ่มถ่ายทำ(สักที!)ในเดือนสิงหาคม 1993

 

ทุกอย่างดูไปได้สวย ค่ายให้เงิน 40 ล้านเหรียญฯ มาเป็นทุนสร้าง แต่ทีมงานก็ขอเพิ่มอีก 10 ล้านฯ เพื่อเก็บงานทั้งหมด โดยเฉพาะงานวิชวลเอฟเฟ็กต์สที่ ILM ของ จอร์จ ลูคัส วางบิลล์มาแบบหน้าสั่นกันทั้งสตูดิโอ ซึ่งทุน 50 ล้านฯ ในยุคนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน การขอเงินเพิ่มขนาดนี้ก็ทำเอาแลนซิงกุมขยับไปไม่น้อย เซเม็กคิสเล่าว่า “เรามีเวลาแค่ 48 ชั่วโมงก่อนเปิดกล้องหาเงิน 10 ล้านฯ มาให้ได้ (ซึ่งไม่ตรงกับหลายแหล่งข่าวที่ระบุว่า ทีมมีเวลาหลายสัปดาห์หาเงินก้อนนี้) แล้วเราก็ได้รับโทรศัพท์มาบอกให้ ‘ทำยังไงก็ได้ หั่นทุนลง 5-10 ล้านฯ ไม่งั้นก็ไม่ต้องสร้าง’” ซึ่งทำให้เซเม็กคิสจะฉุนขาดและจับมือกับแฮงค์สไปฉะกับแลนซิงจนได้เงินมาในที่สุด โดยสองหนุ่มต้องยอมลดค่าตัวกันคนละครึ่ง แล้วไปรอรับส่วนแบ่งหลังหนังฉาย ทำให้ทุนลดลงไปได้ที่ 8 ล้านเหรียญฯ

และแม้ว่าจะไม่มีดราม่าในช่วงถ่ายทำ แต่กับงานสเกลขนาดนี้ เงินที่ได้มาถือว่า ‘ไม่พอใช้’ โดยเฉพาะกับฉากวิ่งข้ามประเทศของกัมป์ที่ต้องไปถ่ายทำในหลายเมือง (ลงท้ายหนังออกกองไป 150 คิวใน 11 รัฐ!!!) ซึ่งไหนๆ แฮงค์สกับเซเม็กคิสก็ยอมลดค่าตัวแล้ว พวกเขาจึงยอมทุ่มกันอีกคนละนิดละหน่อย เพราะขณะที่นักแสดงและทีมคนอื่นพักกองตอนสุดสัปดาห์ ทั้งคู่ก็แอบพาทีมงานบางส่วนไปถ่ายฉากวิ่งในรัฐต่างๆ แล้วกลับมาลุยงานตามตารางปกติต่อในเช้าวันจันทร์ …ด้วยเงินที่ควักกันเอง จนทั้งคู่แทบหมดตัวกับเรื่องนี้ และหลังจากการถ่ายทำเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคมปี 1993 เซเม็กคิสมีเวลาแค่ 6 เดือนในการทำให้หนังเชิดชูใจอเมริกันชนเรื่องนี้ออกฉายทันโปรแกรมวันชาติ

6 ก.ค. 1994 คือ วันเดือนปีที่ Forrest Gump ออกฉาย ก่อนจะกลายเป็นหนังทำเงินในอเมริกาสูงสุดประจำปี / ทำเงินทั่วโลกอันดับ 2 เป็นรองเพียง The Lion King / ซิว 6 ออสการ์ ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ทำให้ไฟเนอร์แมนเป็น ‘โปรดิวเซอร์ออสการ์’ ตั้งแต่อายุแค่เพียง 33 ปี), ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ออสการ์ตัวแรกของเซเม็กคิส), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (นำชายตัวที่ 2 ของแฮงค์ส), บทดัดแปลงยอดเยี่ยม (รอธรับออสการ์ทันทีจากหนังฮิตเรื่องแรก), เทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม และตัดต่อยอดเยี่ยม (รวมแล้วมากกว่า Rain Man ที่วอร์เนอร์ฯ กลัวนักหนาตั้ง 2 ตัว) / พอปี 1998 ก็ได้ที่ 71 ในการจัดอันดับหนังยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ในวาระครบรอบ 100 ปีของสมาพันธ์ภาพยนตร์อเมริกา / และขึ้นทำเนียบ ‘หนังในดวงใจ’ ของใครหลายคนมาตลอดเวลา 24 ปีที่ออกฉาย

และแม้จะโดนคนส่วนหนึ่งดูแคลนว่า หนังไม่ควรค่าต่อรางวัลทั้งหลายที่ได้มา เมื่อเทียบกับ The Shawshank Redemption (ของ แฟรงค์ ดาราบอนต์) คู่แข่งเรื่องสำคัญที่ประจัญหน้ากันบนทุกเวทีในปีนั้น (ซึ่งตลกตรงที่แฮงค์สเองก็เคยเท Shawshank มาเล่นเป็นฟอร์เรสต์นี่แหละ!) แต่เมื่อกระแสการแข่งขันซาไป ทั้ง 2 เรื่องก็ได้อยู่เคียงคู่กันในฐานะหนัง ‘คนชายขอบ’ ที่หลายคนชื่นชอบตลอดกาล – ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเล็กหัวใจพระกาฬอย่างฟอร์เรสต์ได้ทำให้โลกของใครหลายคนสวยงามขึ้นกว่าเดิมมาตลอด 24 ปี …ถ้าไม่เห็นด้วย ลองกลับไปดูซ้ำ ทำใจให้ว่าง ปล่อยวางอคติ แล้วเชิญร้องไห้กันตามสบาย