[Deep Focus] Burning : ไฟแห่งการดิ้นรนแสวงหาตัวตนของหนุ่มสาวเกาหลีสมัยใหม่

Home / Uncategorized / [Deep Focus] Burning : ไฟแห่งการดิ้นรนแสวงหาตัวตนของหนุ่มสาวเกาหลีสมัยใหม่

โดย พริม มะลิกุล

 

  • เมื่อผู้เขียนดูเรื่อง Burning จบ ประโยคแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ “The struggle is real (การดิ้นรนนี่มันจริงสุดๆ)”
  • ‘การดิ้นรน’ ที่พูดถึงในเรื่องนั้นมีทั้งการดิ้นรนระหว่างชนชั้น และการดิ้นรนเสาะหาอัตลักษณ์ของตัวเองของคนเกาหลียุคใหม่
  • หากจะบอกว่า Burning สร้างจากเรื่องสั้น ฮารูกิ มูราคามิ ผู้เขียนคงไม่เห็นด้วยนัก แต่ถ้าบอกว่าได้รับ ‘แรงบันดาลใจ’ จากงานของมูราคามิคงจะเหมาะกว่า [1]
  • เรื่องสั้นของมูราคามิก็กล่าวถึงการดิ้นรนแสวงตัวตนเช่นกัน แต่ความต่างก็คือ ‘ช่องว่าง (gap)’ ระหว่างชนขั้นของเรื่องสั้น Barn Burning ไม่ได้ชัดเจนเท่าในหนังเรื่องนี้
  • อีชางดง ได้ปรับให้หนังสะท้อนความกลางเก่ากลางใหม่ของสังคมบริโภคนิยมเกาหลียุคปัจจุบัน มีการใช้ความก้ำกึ่งหลายแบบ ทั้งความก้ำกึ่งระหว่างความรวยกับความจน ความก้ำกึ่งระหว่างความสัมพันธ์แบบเพื่อนและความสัมพันธ์โรแมนติก เส้นแบ่งที่เลือนรางของชายแดนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งประเภท (genre) ของหนังก็ก้ำกึ่งระหว่างหนังธริลเลอร์กับโรแมนติก [2]  สื่อบางแหล่งบอกว่างานชิ้นนี้เป็นงานที่ใกล้เคียงแนวธริลเลอร์มากที่สุดของอีชางดง [3]
  • ‘การวางเพลิง’ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยความอัดอั้นที่เกิดจากการดิ้นรนที่สังคมใหม่ผลักไสให้กับคนสมัยใหม่ โดยที่พวกเขาเลือกไม่ได้
  • เนื้อหาต่อไปนี้มีการเปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง

สาสน์รอง : การดิ้นรนระหว่างชนชั้น

จงซู เป็นบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังพยายามจะเป็นนักเขียน เขาเรียนจบด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ แต่กลับได้งานเป็นเด็กส่งของที่ดูจะไม่ใกล้เคียงความฝันของตนเองเท่าใดนัก  เขาได้พบกับ แฮมี ซึ่งเป็นพริตตี้งานจับสลากข้างถนน แฮมีเล่าให้ฟังว่าเธอเป็นเพื่อนในวัยเด็กของจงซู และได้ไปศัลยกรรมมา จงซูจึงจำเธอไม่ได้  แฮมีชวนจงซูไปที่ห้องและมีสัมพันธ์ทางเพศกัน  เธอขอให้เขามาให้อาหารแมวที่ห้องในช่วงที่เธอไม่อยู่ เพราะเธอกำลังจะไปแอฟริกา จงซูทำตามสัญญา แต่เมื่อแฮมีกลับมาเกาหลี เธอกลับมาพร้อมกับ เบน ชายหนุ่มรูปหล่อฐานะดี เจ้าของรถปอร์เช่และอพาร์ตเมนต์หรูย่านกังนัม แม้จะกระอักกระอ่วน จงซูก็รวมกลุ่มกับพวกเขา และสานสัมพันธ์หนึ่งหญิงสองชายอันแปลกประหลาด ซึ่งนำไปสู่การค้นพบปมในจิตใจของแต่ละตัวละคร

 

“เรื่องสั้นต้นฉบับคือเรื่องสั้นมาตรฐานของมูราคามิ ที่มุ่งเล่าเรื่องไร้การเมือง ชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ร่ำรวยและมีรสนิยมแยกตัวออกจากสังคม พวกเขาอบอุ่นปลอดภัยในทางเศรษฐฐานะ ซ้ำยังมีสถานะทางสังคมที่นับว่าไม่เลวร้าย แต่ภายในยังคงกลวงเปล่า โหยหาการเติมเต็มตนเอง” [4] – Filmsick         

 

ใน Burning ของอีชางดง ตัวละครหลักสองตัวคือ จงซูกับแฮมี เป็นตัวละครที่มาจากชนชั้นกลางค่อนล่าง ในขณะที่เบนเป็นชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ขณะที่ในเรื่องสั้นของมูราคามิ ตัวละครไม่ได้มีฐานะห่างกันนัก

จงซูเคยพูดกับแฮมีว่า เบนเปรียบเสมือน เจย์ แก็ตสบี – ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยในนิยายของ เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ ซึ่งไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาทำงานอะไร และใช้ชีวิตฟู่ฟ่าตั้งแต่อายุขนาดนี้ได้อย่างไร  เพลงในฉากที่จงซูกับเบนปรากฏตัวขึ้นก็ไม่เหมือนกัน  เพลงของจงซูมีท่วงทำนองที่อึมครึม สะท้อนความเปลี่ยวเหงาและลึกลับ ในขณะที่เพลงของเบนเป็นท่วงทำนองแจ๊ซซ์ดูหรูหรา

การปรากฏตัวขึ้นของเบนทำให้เกิดความขัดแย้งหลักจุดแรกของเรื่อง นั่นคือการปะทะกันระหว่างชนชั้น ซึ่งก็คือการปะทะกันระหว่างจงซู (ชนชั้นกรรมาชีพ) และเบน (ชนชั้นสูง)  คนที่ดูจะต้องดิ้นรนมากกว่าในความสัมพันธ์นี้ก็คือจงซู เขาได้แต่เล่นตามน้ำไปกับความสัมพันธ์แบบหนึ่งหญิงสองชายนี้ ด้วยความหวังว่าสักวันแฮมีจะเลือกเขา ทั้งที่มันน่ากระอักกระอ่วนใจ

ความกระอักกระอ่วนนี้ยังอยู่ในความรู้สึกที่จงซูมีต่อเบนด้วย เพราะมันเป็นความปนเประหว่างความริษยาและความนับถือ การได้ สตีเฟน ยอน ซึ่งเป็นลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกัน มาเล่นในเรื่องนี้ยิ่งขับเน้นความด้อยกว่าของจงซูมากขึ้นไปอีก และตอกย้ำความรู้สึกแย่ของจงซูต่อชนชั้นของตนเองด้วย [5]

ในฉากหนึ่ง จงซูฟังข่าวเกี่ยวกับอัตราการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ในเกาหลี แต่ก็มีอีกฉากที่เขาฟังข่าวเกี่ยวกับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอเมริกา อาจกล่าวได้ว่า ความใฝ่ฝันของชนชั้นล่างแบบจงซูอาจเป็นการไปให้ถึงคุณภาพชีวิตที่ดีแบบ ‘อเมริกันดรีม’ (ซึ่งทำให้เราหวนนึกถึงสัญชาติครึ่งอเมริกันของสตีเฟน ยอนอีกครั้ง) และความหมกมุ่นของจงซูที่มีต่อโซล ทาวเวอร์ – สถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเจริญทางวัตถุของเกาหลี อาจเป็นการสะท้อนอุดมการณ์นั้นด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว ความกระอักกระอ่วนนี้คือภาพสะท้อนของสังคมเกาหลีสมัยใหม่ ที่ฉาบแต้มไปด้วยความหรูหราฟู่ฟ่า (จงซูพูดว่าในเกาหลีมีเจย์ แกตสบี้เต็มไปหมด – แต่จะคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของประชากรกันเล่า?) แต่ภายในแก่นกลางไม่มีอะไร (เหมือนกับตัวละครในนิยายของมูราคามิ) ซ้ำยังประนีประนอมระหว่างสังคมแบบเก่ากับแบบใหม่ไม่ได้ ภาพที่เห็นคือนักศึกษาที่เรียนจบมหาวิทยาลัย (หรือแม้กระทั่งเรียนศาสตร์ของชนชั้นสูงอย่างการเขียน-เหมือนจงซู) แต่กลับหางานไม่ได้ หรือได้งานกรรมกรไปทำ – งานเขียนที่เป็นชิ้นเป็นอันเพียงหนึ่งเดียวที่จงซูเขียนในเรื่อง คือคำร้องขอให้พ่อเขาไม่ต้องโดนจำคุก

ความกระอักกระอ่วนนี้แปรสภาพไปเป็นความเคียดแค้นซึ่งคุกรุ่นรอวันปะทุ ในฉากท้ายสุด แม้จงซูจะเข้าใจว่าเบนฆ่าแฮมี แต่จงซูกลับใช้วิธีนอกกฎหมายในการจัดการกับเขา ไม่ต่างจากพ่อของตนเอง – คนที่จนกว่ามักจะถูกผลักไปเป็นคนชายขอบของกฎหมายเสมอ

สาสน์หลัก : การดิ้นรนแสวงหาตัวตน

หนังใช้วิธีเล่าเรื่องจากมุมมองผู้รู้แจ้ง ทำให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ในประสบการณ์ของตัวละครแต่ละตัว (เช่น เข้าไปในความฝันของเขาได้) ซึ่งขับเน้นความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ ( Magical realism) ในแบบของมูราคามิ  ในฉากหนึ่ง แฮมีเล่าให้จงซูฟังเกี่ยวกับ ‘เดอะ ลิตเติ้ล ฮังเกอร์ (The Little Hunger)’ ซึ่งเป็นคนที่แสวงหาปัจจัยพื้นฐานในชีวิตให้รอดไปได้วันๆ กับ “เดอะ เกรต ฮังเกอร์ (The Great Hunger)” คือคนที่ใฝ่หาความจริงที่ยิ่งใหญ่หรือคุณค่าของชีวิต ถ้าจะเทียบกันแล้ว เบน จงซู แฮมี ต่างแสวงหาอะไรบางอย่างในชีวิตเหมือนกัน เพียงแต่เป็นในระดับที่ต่างกัน  จงซูอาจเป็นเดอะ ลิตเติ้ล ฮังเกอร์ในตอนแรก (“เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มนิยายของตัวเองอย่างไร เพราะเรื่องราวในชีวิตไม่ได้มีความหมายมากมายสำหรับเขานัก” [6]) จนกระทั่งเขาได้พบกับแฮมีและเริ่มมีบางสิ่งให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในขณะที่เบน เป็นเดอะ เกรต ฮังเกอร์ เพราะชีวิตเขามีปัจจัยพื้นฐานครบทุกอย่างทั้งรถหรู บ้านสวย กลุ่มเพื่อนที่นิยมชมชอบเขา เบนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการงานของเขาว่า เปรียบเสมือนการ ‘เล่น’ อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดหน้าที่การงานออกจากความต้องการปัจจัยพื้นฐาน และสำหรับเบน หมุดหมายหนึ่งของความเป็นเดอะ เกรต ฮังเกอร์ ก็คือการเผาเรือนเพาะชำร้างเป็นงานอดิเรก ซึ่งคือการนิยามคุณค่าในตัวตนของเขา

ส่วนแฮมีนั้น เธอติดอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองอย่าง ส่วนหนึ่งด้วยเพศสถานะของเธอเอง ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไป แต่ภาวะก้ำกึ่งนี้เองอาจเป็นสาเหตุของน้ำตาอันลึกลับ ที่หลั่งออกมาเมื่อเธอเล่าถึงความสวยงามของพระอาทิตย์ตกในแอฟริกา และความรู้สึกว่าเธออยากจะ “หายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่” รวมถึงการร้องไห้อย่างเงียบงันในลานหน้าบ้านของจงซูหลังจากเธอเต้นรำท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น

อ้างอิง [6] : “He has no idea how to start his novel, because nothing much about his life makes sense to him”

เจย์ แก็ตสบี ต้นแบบของเดอะ เกรต ฮังเกอร์

ตัวละครเจย์ แก็ตสบีที่จงซูเปรียบเทียบกับเข้ากับเบน เป็นตัวละครที่มีชีวิตเพียบพร้อม แต่เขายังไม่พอใจ เขายังต้องการได้รับรักจาก เดซี คู่รักที่พลัดพรากไปในวัยเด็ก และต้องการให้ความรักนั้นสมบูรณ์แบบ ชนิดที่ว่าเดซีจะต้องไม่เคยตกหลุมรักใครในระหว่างที่ทั้งสองพลัดพรากกัน ทุกสิ่งที่เขามีจะไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าเดซีไม่รักเขาด้วยเงื่อนไขนี้

เจย์ แก็ตสบีนิยามตนเองเข้ากับความรักที่เดซีมอบให้ ในขณะที่เบนนิยามตัวเองเข้ากับการวางเพลิงเรือนเพาะชำร้าง  ดูเหมือนในทุกการเผาทำลาย อัตลักษณ์ของเบนก็ถูกขีดเส้นให้ชัดเจนขึ้นทีละน้อย และเรื่องเล่าของเขาก็จุดประกายความฝันเกี่ยวกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้ให้ลุกขึ้นในใจของจงซู ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นเดอะ เกรต ฮังเกอร์

กล่าวได้ว่า จงซูนิยามตัวเองเข้ากับความรักที่เขามีต่อแฮมี และในขณะเดียวกันก็หมกมุ่นกับภาพของเรือนเพาะชำร้างที่ลุกโชนด้วย

การแสวงหาตัวตนกับโทสะของลูกผู้ชาย

บทวิจารณ์บางบทจั่วหัวว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ ‘โทสะของผู้ชาย (Male Rage)’ [7] เบนเคยเล่าให้จงซูฟังถึงภาวะที่เขา “ทั้งอยู่และไม่อยู่ตรงนี้” นั่นคือ เขาอยู่ได้หลายที่ ในขณะที่เขานั่งคุยกับจงซู เขาก็อยู่ที่อื่นในเวลาเดียวกัน อาจเป็นในแอฟริกา หรือกังนัม  คำอธิบายดังกล่าวแสดงอัตลักษณ์ที่เลื่อนไหล มีพลวัตร และอาจหมายถึงการ ‘ท่องไป’ ในอาณาจักรของอัตลักษณ์อันหลากหลาย โดยที่คนผู้นั้นเลือกเอาส่วนประกอบที่ต่างๆเข้ามาเติมเต็มในชีวิตของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เขาบอกว่า การเผาเรือนเพาะชำเป็นเรื่องที่ “ไม่มีอะไรผิดหรือถูก มีแค่กฎของธรรมชาติ” เหมือนกับน้ำไหล  สำหรับเบน การแสวงหาอัตลักษณ์นั้นยังไม่จบ เราจะเห็นฉากที่เขาอ้าปากหาวด้วยความเบื่อหน่าย ทั้งขณะที่อยู่กับแฮมี และเพื่อนชนชั้นสูงของเขา เขายังไม่พึงพอใจกับชีวิตของตนเอง เพราะสำหรับเขา มันควรมีอะไรมากกว่านี้ นี่อาจเป็นสาเหตุที่เขามาคบหากับจงซูและแฮมี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แปลกแตกต่าง (exotic) ไปจากเขา – ในอีกแง่หนึ่ง การเผาเรือนเพาะชำร้างอาจเป็นสัญลักษณ์ของการขจัดอัตลักษณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจของเบน เพราะเขาจะเลือกแต่เรือนเพาะชำที่ไม่มีคนใช้และดูซอมซ่อ ไม่น่ามอง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คู่ตรงข้ามในหนัง – เห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งหลักเป็นของตัวละครชาย และตัวละครที่มีจุดมุ่งหมายก็ล้วนเป็นตัวละครชาย จุดมุ่งหมายของเบนนั้นชัดเจนอยู่แล้ว คือการเผาเรือนเพาะชำร้าง ส่วนจงซูนั้นต้องการจะเป็นนักเขียน และในขณะเดียวกันก็พยายามเพื่อให้ได้ความรักจากแฮมี เมื่อแฮมีหายสาบสูญไป เขากลับมีแรงกระตุ้นใหม่คือออกตามหาแฮมี  เราจะไม่ได้ยินแฮมีพูดถึงความใฝ่ฝันในชีวิตของเธอเลย เธอเพียงปรากฏตัวขึ้นเพื่อที่จะหายไปแล้วเติมเชื้อไฟให้แก่แรงผลักดันของจงซูก็เท่านั้น

ถ้าเราใช้ทฤษฎีการแบ่งขั้วตรงข้ามของ สเตราส์ (Claude Lévi-Strauss, 1995) มาวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ จะสามารถแบ่งขั้วตรงข้ามหลักๆ ได้ ดังนี้ :

 

รวย         จน

ผู้ชาย      ผู้หญิง

ผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ

แข็งแรง   อ่อนแอ

นายทุน   แรงงาน

เจริญ      ล้าหลัง

มี             ไม่มี

 

หากใช้กฎของสัญลักษณ์ข้างต้นนี้ การมีอยู่ของเบนได้คุกคามอัตลักษณ์ของจงซูในทุกระดับ เราจะเห็นว่าจงซูมีความใฝ่ฝันที่จะกลายเป็น ‘ผู้กระทำ’ อยู่ในตัวเอง คือการ ‘วางเพลิง’ และเขาได้ลองทำมันแล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่สำเร็จ และยังมีประเด็นที่เบนแย่งแฮมีไปจากจงซูด้วย

“แม้ว่าเบนจะไม่ได้ฆ่าแฮมี เขาก็ทำในสิ่งที่มีค่าเท่ากัน คือปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นของเล่นที่โยนทิ้งได้ ในขณะที่กำจัดโอกาสที่จงซูจะได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับเธออีกครั้ง และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ไฟแห่งความโกรธของเขาปะทุขึ้นมาในฉากสุดท้าย” [8]

เมื่อเบนปรากฏตัวขึ้น อัตลักษณ์ ‘ความเป็นชาย’ ของจงซูก็ถูกกดทับและกำลังจะถูกทำให้จางหายไปเหมือนแฮมี ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ นั่นเองทำให้เขาตัดสินใจกลับขั้วตรงข้ามนั้นด้วยการกระทำที่รุนแรงในตอนท้ายเรื่อง – เขาจะต้องกลายเป็น ‘มือเพลิง’ ให้ได้จริงๆ

“เธอแค่หายไปเหมือนกับควัน”

ในฉากหนึ่ง จงซูเดินเข้าไปถามพริตตี้ตามท้องถนนเพื่อสืบหาร่องรอยของแฮมี มีบทพูดที่น่าสนใจนั่นคือ พริตตี้สาวบอกว่า ไม่ว่าผู้หญิงจะเป็นอะไรก็ล้วนมีปัญหา และ “ไม่มีที่สำหรับผู้หญิงหรอก” เมื่อไปสืบกับเบน เขาก็บอกว่าแฮมีนั้นถังแตก และแค่ “หายไปเหมือนกับควัน”  คำกล่าวเหล่านี้สะท้อนจุดยืนของแฮมีที่อยู่ในขั้วของความ “ไม่มี” ได้เป็นอย่างดี ในระบบสัญญะของหนังเรื่องนี้ เป็นไปได้ที่ผู้ชายจะสามารถนิยามว่าตนเองเป็นใคร ในขณะที่อัตลักษณ์ของผู้หญิงกำกวม ไม่ชัดเจน หรือขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกเสมอมา (เช่นคำตัดสินของจงซูว่าแฮมีเป็น “ผู้หญิงขายตัว” เมื่อเธอถอดเสื้อออกแล้วเต้นรำ)

ในขั้วตรงข้ามของเรื่องเล่าที่ได้เสนอไปข้างต้น แฮมีเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของความไม่มี นั่นทำให้เธอ “ไม่สามารถเป็นอะไรได้เลย” ฉากที่เธอร้องไห้ออกมาทั้งสองครั้งในเรื่องนั้น เปรียบเสมือนตัวแทนของความสับสน ไม่เข้าใจตัวเอง และไม่สามารถเสาะหาอัตลักษณ์ที่จะมาเติมเต็มชีวิตตัวเองได้ ทางเลือกสุดท้ายที่เธอเหลืออยู่ก็คือการ “หายไปเหมือนกับว่าไม่เคยมีอยู่”