Searching : วัยรุ่นยุควุ่นเน็ตกับโซเชียลมีเดียของพวกเขา

Home / Uncategorized / Searching : วัยรุ่นยุควุ่นเน็ตกับโซเชียลมีเดียของพวกเขา

โดย พริม มะลิกุล

 

Searching เล่าเกี่ยวกับครอบครัวคิม ซึ่งประกอบด้วย เดวิด (พ่อ), แพม (แม่) และ มาร์โก (ลูกสาววัย) ที่อาศัยอยู่ในอเมริกา แพมเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่มาร์โก้ยังเด็ก ทิ้งให้เดวิดเลี้ยงมาร์โกเพียงลำพัง เมื่อมาร์โกอายุ 16 ปี เธอได้หายไปจากบ้านโดยทิ้งคอมพิวเตอร์ไว้ ซึ่งโซเชียลมีเดียและรายชื่อเพื่อนในคอมพิวเตอร์ก็เป็นเบาะแสสำคัญให้เดวิดใช้ ‘ตามหา’ ก่อนที่ลูกสาวของเขาจะสูญหายไปตลอดกาล

วัยรุ่น พ่อแม่ กับความเหงาในโซเชียลมีเดีย

ในเรื่องเราจะเห็นว่ามาร์โกใช้โซเชียลมีเดียเป็นวิธีระบายออกถึงความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ความโดดเดี่ยวของการไม่มีเพื่อน และการแสดงตัวตนว่าตัวเองเป็นใคร ในขณะที่สายสัมพันธ์ระหว่างเธอและพ่อเบาบางลงทุกที มาร์โกหายไปอยู่ในโลกออนไลน์ขณะที่แสดงตัวเองว่าเป็นอีกคนในโลกออฟไลน์ ในแง่นี้ จุดประสงค์ของโซเชียลมีเดียที่จะช่วยเชื่อมโยงคนกลับมีความย้อนแย้ง เพราะทำให้คนขาดปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงมากกว่า

ในขณะเดียวกัน เดวิด-ซึ่งเป็นพ่อ-กลับไม่ใช้โซเชียลมีเดียแบบเดียวกับที่ลูกสาวเขาใช้ ทำให้เขาไม่มีร่องรอยใดๆ ว่าลูกสาวแสดงความเจ็บปวดใดๆ ออกมาบ้างในโซเชียลมีเดีย นี่คือ ความห่าง (gap) ระหว่าง ‘คนรุ่นเก่า’ และ ‘รุ่นใหม่’

หนังสือเรื่อง It’s Complicated: The social life of networked teens หรือ ‘เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต’ โดย ดานาห์ บอยด์ บรรยายให้เห็นว่า ผู้ใหญ่อเมริกันจำนวนมากมีทัศนคติแง่ลบกับโซเชียลมีเดีย หลายคนคิดว่าโซเชียลมีเดีย(รวมถึงอินเตอร์เน็ต)เป็นของอันตราย และไม่พยายามเข้าไปทำความรู้จักมันในแง่มุมของวัยรุ่น ทั้งที่จริงๆ แล้ว โซเชียลมีเดียสามารถเผยแสดงความซับซ้อนในอัตลักษณ์ รวมถึงปัญหาของวัยรุ่นออกมา ซึ่งผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันและรู้จักใช้จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที เราจะเห็นว่าในหนัง เดวิดไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดียใดๆ มาก่อนเลย และไม่เข้าใจบาดแผลที่เจ็บปวดจากวัยเด็กของลูกตัวเอง

(หมายเหตุ : เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง)

 

โซเชียลมีเดียกับอัตลักษณ์ปลอม

ผู้ใหญ่หลายคนเห็นว่าวัยรุ่นนั้นเป็น ‘ชนพื้นเมืองในโลกดิจิตอล’ (digital native) นั่นคือพวกเขามีทักษะทางคอมพิวเตอร์และสามารถรู้เท่าทันโลกดิจิตอลในทุกซอกทุกมุม ขณะที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ยังมีวัยรุ่นจำนวนมากเห็นว่าการตั้งค่าความปลอดภัยในเฟซบุ๊คของตนเองเป็นเรื่องซับซ้อน หรือเชื่อข้อมูลทั้งหมดที่ขึ้นมาหน้าแรกของกูเกิ้ลทั้งที่จุดประสงค์ของเว็บไซต์เป็นไปเพื่อการตลาด

วัยรุ่นจำนวนมากไม่รู้ว่าคนที่ตนเองคุยด้วยเป็นใคร ทำให้หลายคนใช้อัตลักษณ์ปลอมเพื่อมาตีสนิทกับวัยรุ่นโดยหวังผลบางอย่าง ในหนังเรื่องนี้ มาร์โกถูกลูกชายของตำรวจหญิงคนหนึ่งหลอกว่าเขาเป็นผู้หญิง และมีประสบการณ์ชีวิตคล้ายคลึงกัน ทำให้มาร์โกเชื่อใจในตัวเขา พวกเขานัดพบกัน แต่เมื่อการพบกันครั้งแรกไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ มาร์โกก็สติแตก นำไปสู่อุบัติเหตุอันไม่คาดฝัน

วัยรุ่นไม่ได้รู้เท่าทันโซเชียลมีเดียอย่างที่สังคมคิดไว้ แต่ในขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็ไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด มันเพียงเป็นพื้นที่ใหม่ในการพบปะกันของวัยรุ่น แต่วัยรุ่นที่เสี่ยงต่อการถูกล่อลวงหรือคุกคามทางเพศส่วนมากล้วนเป็นวัยรุ่นที่มีปัญหาครอบครัวหรือสุขภาวะทางจิต

 

กระแสโซเชียลกับการขาดบริบทในการวิพากษ์วิจารณ์คน

หลังมาร์โกหายตัวไป ข่าวการออกตามหาของเดวิดก็กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อประโคม มีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากว่าเดวิดเป็นพ่อที่ไม่ดี ทำให้ลูกสาวหนีออกจากบ้านไป มีผู้แสดงความเห็นทางโซเชียลฯ จำนวนมากที่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ประเด็นนี้ โดยที่ไม่ได้มีบริบทว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกันแน่

‘การขาดบริบท’ เป็นจุดอ่อนสำคัญหนึ่งของโซเชียลมีเดีย เพราะเมื่อมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งเผยแพร่ออกไป ผู้สื่อสารไม่มีทางรู้เลยว่าใครกำลังรับชมอยู่บ้าง ไม่ใช่ทุกคนที่คอมเมนต์หรือแสดงความเห็นจะเป็นผู้ชม ยังมีผู้ชมที่มองไม่เห็น (invisible audience) อยู่เป็นจำนวนมากที่ติดตามเรื่องหนึ่งๆ อยู่ บ่อยครั้งที่ผู้สื่อสารไม่มีโอกาสจะแก้ตัวหรือให้บริบทมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากระทำ

หนังสื่อสารการขาดบริบทได้ดีด้วยการถ่ายทำจากมุมของกล้องมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ชมรับรู้ทุกอย่างอย่างจำกัดจากอุปกรณ์เหล่านี้ และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครเป็นต้นเหตุการณ์หายตัวไปของมาร์โก แม้ในตอนจบจะรวบรัดมากเกินไป แต่ก็ถือเป็นวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง และแหกขนบหนังธริลเลอร์เรื่องอื่นๆ


โซเชียลมีเดียอันตรายจริงหรือ?

“อินเตอร์เน็ตคือภาพสะท้อนสังคมของเรา และกระจกเงาบานนี้จะสะท้อนสิ่งที่เราเห็น

ถ้าเราไม่ชอบสิ่งที่เห็นในกระจก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การซ่อมแซมกระจก

แต่เราต้องซ่อมแซมสังคมต่างหาก”วินต์ เซิร์ฟ

จริงอยู่ที่วัยรุ่นจำนวนหนึ่งมีความเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อจากการล่อลวงทางโซเชียลมีเดีย แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่าโซเชียลมีเดียได้เผยแสดงปัญหาทางสังคม ความเจ็บปวดของวัยรุ่น หรืออันตรายที่อาจจะเกิดในภายภาคหน้า หน้าที่ของผู้ใหญ่คือช่วยสอดส่องและแทรกแซงอย่างมีความหมาย แทนที่จะโทษเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะเทคโนโลยีเพียงแค่สร้าง ‘พื้นที่สาธารณะใหม่’ ซึ่งไม่ต่างจากศูนย์การค้าหรือสวนสาธารณะ อันตรายที่อาจเกิดได้ทุกเมื่อบนโซเชียลมีเดียนั้น ก็อาจเกิดที่ศูนย์การค้าได้เหมือนกันหากไม่มีผู้ดูแลสอดส่อง

โซเชียลมีเดียยังมีความหมายต่อวัยรุ่นในการทำให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกนอกห้องนอน ได้เชื่อมโยงตนเองเข้ากับวัฒนธรรม ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และทำความเข้าใจมากขึ้นว่าตัวเองเป็นใคร ไม่ต่างจากพื้นที่สาธารณะอื่นๆ เหตุผลที่วัยรุ่นขลุกอยู่กับมันเป็นเวลานานก็เนื่องมาจากพวกเขาไม่มีเวลาพบปะกันแบบตัวต่อตัว (ดานาห์ บอยด์ให้ข้อมูลไว้ว่าวัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่ถูกจัดตารางชีวิตไว้อย่างเคร่งครัดให้หมดไปกับการเรียนหรือกิจกรรม “ที่เป็นประโยชน์” อื่นๆ) บางครั้ง วัยรุ่นถึงกับใช้มันเป็นพื้นที่ทางการเมือง ดังที่บอยด์ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2005 ซึ่งรัฐสภาสหรัฐพิจารณารัฐบัญญัติเอชอาร์ 4437 ซึ่งกีดกันผู้อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาโดยไม่มีใบรับรอง วัยรุ่นจำนวนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่มีเอกสารใช้มายสเปซและข้อความทางโทรศัพท์ประสานงานเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง วันที่ 27 มีนาคม 2006 นักเรียนชั้นมัธยมปลายในแคลิฟอร์เนียหลายหมื่นคนเดินประท้วงตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องสิทธิแทนครอบครัวของตนเอง พวกเขามีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างเต็มที่ แม้ผู้ใหญ่จะสั่งให้พวกเขากลับเข้าไปในโรงเรียนก็ตาม

เมื่อดูหนังเรื่องนี้ เราควรกลับมามองวิธีใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นไทย ว่าพวกเขาใช้มันสานสัมพันธ์และก่อสร้างอัตลักษณ์ที่มีความหมายหรือไม่ นอกจากนั้น ยังควรตั้งคำถามกับบทบาทของพ่อแม่ในการสอดส่องและให้ความช่วยเหลือวัยรุ่น โดยวิเคราะห์จากร่องรอยที่พวกเขาทิ้งไว้ในโซเชียลมีเดีย