(Deep Focus) 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว : วัฒนธรรมดนตรีที่โหมกระพือความเชื่อ

Home / Uncategorized / (Deep Focus) 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว : วัฒนธรรมดนตรีที่โหมกระพือความเชื่อ

โดย พริม มะลิกุล

 

1) คนไทยกับวัฒนธรรมดนตรี : ร็อคสตาร์ที่เขย่าหัวใจคนไทยทั้งประเทศ

 

“ดนตรีเป็นศิลปะที่บริสุทธิ์ที่สุด

…ดังนั้น กวีที่แท้จริง ซึ่งเป็นผู้มองเห็น จะพยายามอธิบายจักรวาลด้วยดนตรี

นักร้องมีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในตัวเขา โน้ตต่างๆ มาจากชีวิตของเขา

พวกมันไม่ใช่ส่วนประกอบที่มาจากภายนอก

รพินทรนาถ ฐากูร [1] กวี นักเขียน และนักดนตรีชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล

 

หนังสารคดีเรื่อง ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ เป็นบันทึกการทำโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ ของ ตูน บอดี้แสลม (อาทิวราห์ คงมาลัย) ซึ่งเป็นการวิ่งจากเบตงไปแม่สายเพื่อขอรับเงินบริจาคเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ หนังถ่ายด้วยกล้องตัวเดียวของ GDH เป็นการเก็บภาพเบื้องลึกของ 55 วันที่ตูนวิ่งผ่านอำเภอต่างๆ ซึ่งรายรอบไปด้วยฝูงชน กำกับโดย ไก่ – ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับรุ่นใหม่ของ GDH

หนังร้อยเรียงกันด้วยฟุตเตจจากการวิ่งของตูน ทั้งจากโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ และโครงการวิ่งที่บางสะพาน รวมทั้งโฮมวิดีโอในวัยเด็กของตูน สลับกับบทสัมภาษณ์ของตูนและคนรอบข้าง เช่น แม่ของตูน โปรดิวเซอร์โครงการ และนักแต่งเพลงวงบอดี้แสลม เป็นต้น

สิ่งที่เราสังเกตได้ชัดจากหนังก็คือ มีการแทรกเพลงจากวง บอดี้แสลม เข้ามาเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับเส้นเรื่อง และยังมีเพลงอื่นๆ ที่ผู้คนแต่งให้ตูน หรือเป็นเพลงที่ชาวบ้านที่มารอต้อนรับตูน เล่นและขับร้องเพื่อเป็นกำลังใจให้กับตูน

หนังได้สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยที่ผูกพันกับดนตรี โดยเฉพาะการเล่นดนตรีกลางแจ้ง เช่น ริมถนน มีหลายฉากที่ตูนร่วมขับร้องเพลงของวงเขากับเด็กๆ ที่มาเปิดคอนเสิร์ตย่อมๆ หรือฉากที่ชาวบ้านเล่นดนตรีพื้นบ้านและร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกเราว่า การที่ตูนซึ่งเป็นนักร้องหรือร็อคสตาร์อันดับต้นๆ ของประเทศมาทำกิจกรรมเช่นนี้ ได้ส่งแรงกระเพื่อมกับหัวใจคนไทยอย่างมาก เพราะมันตอบสนองสุนทรียภาพในเบื้องลึกของคนไทย หากเป็นศิลปินในแขนงอื่น เช่น ดารา ออกมาทำกิจกรรมเช่นนี้ เราอาจไม่เห็นภาพดนตรีตามท้องถนนอย่างมีชีวิตชีวาเท่ากับที่ตูนออกมาทำกิจกรรม นอกจากนั้น หากเราสังเกตปรากฏการณ์ทีวีโชว์ในบ้านเรา จะเห็นว่ามีรายการเกี่ยวกับการร้องเพลงออกมาจนล้นตลาด หรือหากไม่ใช่รายการเกี่ยวกับการร้องเพลงโดยตรง คนที่ผ่านเข้ารอบลึกๆ ก็ยังคงเป็นคนที่ร้องเพลง

ในบทสัมภาษณ์ กบ (ขจรเดช พรมรักษา) นักดนตรีวง บิ๊กแอส ที่เป็นคนแต่งเพลงให้กับตูน มีจุดหนึ่งที่เขาบอกว่า ตูนเป็นคนดื้อทั้งในชีวิตจริงและในชีวิตการทำเพลงของเขา ในบางเพลงที่มีคีย์สูง ตูนก็ยืนยันที่จะร้องให้ได้ แม้โปรดิวเซอร์จะคาดคั้นให้ลดคีย์ลงมาก็ตาม

ตูนบอกไว้ว่า เมื่อกิจกรรมนี้จบลงแล้ว เขายังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเหลืออยู่ภายใน เป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นภายในใจของเขา (เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ) ลักษณะนี้อาจจะคล้ายกับดนตรีของเขา ซึ่งแม้จะไร้รูปทรง จับต้องไม่ได้ เมื่อเล่นจบแล้วผ่านไป แต่มันได้ฝังอะไรไว้ในใจของผู้คน จนถึงกับมีคนเปรียบเทียบว่า ดนตรีคล้ายคลึงกับความตาย [2] เพราะเมื่อโน้ตแต่ละโน้ตหมดลมหายใจลง มันก็เท่ากับว่าตายไปแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความทรงจำเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมันที่ทำให้ดนตรีนั้นสูงค่ายิ่งขึ้นไป

 

“ตั้งแต่ที่ฉันลืมตา ใช้ชีวิต ท่ามกลางโลกแห่งเครื่องหมายคำถาม โลกแห่งความ สับสน

ฉันเคยหวาดกลัวความตาย กลัวในวันที่สุดท้าย เรื่องราวชีวิต

จบลงเหลือไว้เพียงร่าง ว่างเปล่า ไม่มีความหมาย ไม่มีสักหยดน้ำตา

ดอกไม้ ให้ความรัก ผลิบานขึ้นในหัวใจ สุดท้าย ร่วงโรยไป แต่ยังติดตราตรึงดวงใจ

ใคร สักคนก็พอ ชีวิต ตายให้มีความหมาย เพื่อคำว่ารัก ไม่ยิ่งใหญ่ แค่เธอจำไว้เพียงพอ

– เพลง ‘เตรียมตัวตาย’ โดย บอดี้แสลม

 

เก้ง – จิระ มะลิกุล ผู้บริหารและโปรดิวเซอร์ของ GDH ให้สัมภาษณ์กับ BBC  ไว้ว่า “หนังเรื่องนี้มันจริง และมันเกินกว่าความคิดที่คนดูจะคาดเดาได้ว่าจะได้เห็นอะไรในหนัง” และสำหรับคอเพลงบอดี้สแลม “คุณจะตีความเพลงของบอดี้สแลมใหม่เลย คุณจะได้ประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงบอดี้สแลมที่นำมาประกอบหนังเรื่องนี้ และคุณจะรู้เลยว่าทุกเพลงที่ตูนเคยร้อง เขาร้องจากชีวิตของเขา” [3]

 

 

2) ลีป ออฟ เฟธ (Leap of Faith) ก้าวกระโดดแห่งศรัทธา

ในหนังได้พูดถึงความศรัทธาของตูนในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ โดยมีการแทรกว่า อันที่จริง สิ่งที่ตูนมีอาจจะเป็น ‘ความดื้อ’ ซึ่งถ้ามันล้มเหลวก็จะถือว่าเป็นความดื้อ แต่ถ้าสำเร็จขึ้นมา ผู้คนจะเรียกมันว่า ‘ความศรัทธา’

ท่ามกลางบทสัมภาษณ์อันน่าเป็นห่วงว่า ในโครงการนี้ เคสที่อันตรายที่สุดคือตูนอาจจะตายได้ เพราะเขาไม่ใช่นักวิ่งมืออาชีพ และแพทย์ประจำทีมก็บอกว่าไม่มีใครอยากรับโครงการนี้ แต่ตูนกลับตอบกลับว่า เขาไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเพียงต้องการให้โครงการนี้สำเร็จ

นักปรัชญา ซอเรน เคียร์เกการ์ด (Søren Kierkegaard) ได้ให้คำนิยามภาวะที่มนุษย์ศรัทธาในสิ่งหนึ่งมากๆ จนยอมละทิ้งเหตุผลไป ว่าเป็น ‘ลีป ออฟ เฟธ’ (Leap of Faith) หรือ ‘ก้าวกระโดดแห่งศรัทธา’ เขากล่าวไว้ว่า “การคิดอาจย้อนกลับมาที่ตัวมันเอง แล้วทำให้ความสงสัยบังเกิดขึ้น และการคิดเพียงแค่อย่างเดียวนั้นไม่ทำให้เกิดผลสำเร็จอะไรขึ้นมาเลย” [4]

ลีป ออฟ เฟธ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างยิ่งใหญ่ ที่ซึ่งมนุษย์ละทิ้งความสงสัยทั้งมวลแล้วกระทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ การใช้คำว่า ‘ลีป (Leap) – ก้าวกระโดด’ ก็สื่อความหมายในตัวมันเองว่าเป็นการกระทำที่ใช้การตัดสินใจสั้นมาก ในแง่นี้ การที่อยู่ๆ ตูนมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำโครงการให้สำเร็จ แล้วออกมาวิ่งได้ครบ 2,215 กิโลเมตรอาจเรียกได้ว่าเป็น ลีป ออฟ เฟธ เช่นกัน

 

“ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่

มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง

ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป

แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป

– เพลง ‘ความเชื่อ’ โดย บอดี้แสลม

 

 

3) โลกของชัยชนะอาจสะท้อนความเป็นชาย

เป็นที่น่าแปลกใจว่า ในหนังกลับไม่มีการกล่าวถึง ก้อย รัชวิน (วงศ์วิริยะ) แฟนของตูน ซึ่งวิ่งเคียงข้างตูนมาตลอดระยะทางสองพันกว่ากิโลเมตรและคอยเป็นกำลังใจให้กับตูน มีบางฟุตเตจที่เราจะเห็นก้อยอยู่ในนั้น แต่หนังไม่ได้พูดถึงตัวก้อยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงฉากเดียวที่หญิงชราคนหนึ่งเรียกทั้งตูนและก้อยให้เข้าไปรับเงินจากเธอ

ในแง่นี้ เราอาจเห็นได้ว่า ผู้หญิงไม่ปรากฏ (underrepresented) ในโลกแห่งการเอาชนะและทำตามความปรารถนาของตนเอง ดังที่เป็นอยู่เสมอในวรรณกรรมที่สะท้อนการบรรลุจุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่บางอย่าง ตัวละครหลักมักเป็นชาย โดยที่หากมีผู้หญิงในเรื่อง ผู้หญิงก็จะพูดถึงผู้ชาย หรือทำตัวเป็นผู้สนับสนุน

ทีมงานและเด็กๆ ที่ตูนไปถ่ายรูปด้วยส่วนมากก็ล้วนเป็นชาย อาจจะยกเว้นหมอเมย์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำทีมที่คอยดูแลตูน ซึ่งดูเหมือนเป็นผู้หญิงคนเดียวที่หนังให้ความสำคัญอย่างชัดเจน

หากผู้เขียนเป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนจะเลือกพูดถึงก้อยด้วย เพราะจากการไลฟ์สดในช่วงที่โครงการดำเนินอยู่ ก้อยก็เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ของตูนเช่นกัน

ภาพจากอินสตาแกรม Rachwinwong

อ้างอิง :

[1] “MUSIC IS THE PUREST FORM OF ART… THEREFORE TRUE POETS, THEY WHO ARE SEERS, SEEK TO EXPRESS THE UNIVERSE IN TERMS OF MUSIC. THE SINGER HAS EVERYTHING WITHIN HIM. THE NOTES COME OUT FROM HIS VERY LIFE. THEY ARE NOT MATERIALS GATHERED FROM OUTSIDE.” – RABINDRANATH TAGORE

[2] https://www.quora.com/Is-music-the-purest-form-of-art

[3] https://www.bbc.com/thai/thailand-45351896

[4] “Thinking can turn toward itself in order to think about itself and skepticism can emerge. But this thinking about itself never accomplishes anything.” – (https://en.wikipedia.org/wiki/Leap_of_faith)