(ไทยทัศนา) รูป รส กลิ่น เสียง องค์ประกอบสุดละเมียดใน ‘มะลิลา’

Home / Uncategorized / (ไทยทัศนา) รูป รส กลิ่น เสียง องค์ประกอบสุดละเมียดใน ‘มะลิลา’

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

 

ต่อไปนี้คือความสนใจส่วนตัวของ อนุชา บุญยวรรธนะ :

 

ผู้ชายบ้านๆ / น้ำหอม / ต้นไม้ / พุทธศาสนา / ภาพยนตร์

 

อนุชาเล่าถึงที่มาในการสร้าง ‘เลิฟ สตอรี่’ ของผู้ชายบ้านๆ ว่าเกิดจากความหลงใหลในความชายขอบของเพศชาย ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ แต่ยังคือชีวิตและเรื่องราวที่เธอจะได้เจอจากพวกเขา อันแตกต่างกันอย่างสุดทางกับชีวิตของเธอ นี่คือสิ่งที่ปรากฏชัดในหนังของอนุชาทุกเรื่อง

แต่นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เธอชื่นชอบยังขยายขอบเขตไปสู่ธรรมชาติ ต้นไม้ และกลิ่นหอมอันสามารถพิสูจน์ได้จากผลงานเรื่อง ‘มะลิลา’ ที่ผ่านเทคนิคทางภาพยนตร์ช่วยกันปรุงแต่งจนเกิด ‘กลิ่น’ จำเพาะของมัน เสริมส่งกับเรื่องราวและประเด็นในหนังอย่างที่สุด เบื้องหลังวิธีคิดและการทำงานอย่างละเอียดของอนุชา จึงคือบทบันทึกชิ้นสำคัญที่ช่วยยืนยันความทะเยอทะยานของหนังเรื่องนี้ได้อย่างดี

 

คุณเป็นคนที่สนใจเรื่องดอกไม้และความหอมของมัน อะไรที่ยืนยันในความสนใจนี้

เราสนใจและชอบเรื่องต้นไม้และดอกไม้เป็นทุนอยู่แล้ว ชอบแบบลึกซึ้งด้วย ไม่ได้มองแค่ความสวยของมัน ปกติผู้กำกับคนอื่นที่เขาไม่สนใจต้นไม้ เวลาถ่ายทำก็จะนำเสนอต้นไม้เป็นของประกอบฉาก แต่ของเรา เราจะคิดว่า ฉากนี้ต้องมีต้นไม้ต้นนี้อยู่ในหนัง ซึ่งหากคนที่เขาไม่ดูต้นไม้เขาอาจจะแยกไม่ออกว่าสถานที่แห่งนี้มันเป็นคนละที่หรือที่เดียวกัน

 

จุดเริ่มต้นที่หยิบบายศรีมาใช้ราวกับว่ามันเป็นตัวละครหนึ่งในหนัง

พอเราสนใจเรื่องต้นไม้และศิลปะ เรารู้สึกว่างานบายศรีก็มีความเป็น feminine มากๆ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า มันถูกมองข้ามด้วยว่ามันเป็นศิลปะสำหรับผู้หญิง คนมองไม่เห็นหรอก เหมือนต้นไม้ คนไม่สนใจก็มองอย่างอื่น เลยรู้สึกว่าบายศรีเป็นศิลปะที่มีความถ่อมตนทำยาก ละเอียด ประณีต ลึกซึ้ง แต่ไม่ได้โชว์และไม่ได้เรียกร้องความสนใจ มันก็อยู่ของมันอย่างนั้นและตายไปในวันหนึ่ง มันค่อนข้างดรามาติกจนอยากนำเสนอศิลปะตรงนี้

อีกข้อคือศิลปะตรงนี้มันต่างจากที่อื่นไม่เหมือนการจัดดอกไม้ มันเหมือนงานคราฟต์มันเกิดจากการเย็บดอกไม้ เย็บกลีบ แล้วพอไปเรียนก็รู้สึกว่ามันยากมากนะ ในหนังจะเห็นว่ากลีบดอกไม้เล็กมาก แล้วก็ยังพับอีกนะ บางทีพับแล้วต้องซ้อนดอกไม้อีกชั้นเข้าไปด้วย ยากและละเอียดมาก คนจะมองว่ามันสวยก็สวยหรือจะมองผ่านไป ก็ไม่เป็นไร

 

เราไปเรียนบายศรีก่อนหรือหลังทำหนัง

มีไอเดียคิดจะทำอยู่ ไปหาความรู้เพิ่มด้วย เพราะเรามี first impression กับบายศรี แต่ก็อยากไปเรียนเพื่อหาว่าจะเล่ามันยังไง คอนเซ็ปต์เป็นไง แต่สิ่งที่เราประทับใจคือพอทำแล้วมันยากมาก มันสวยและตายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องหาว่าคุณค่ามันอยู่ไหน ทำทำไม เพื่ออะไร รู้สึกว่านี่คือมุมมองที่ได้จากการที่เราคลุกคลีกับงานศิลปะตรงนี้

อย่างบายศรีในเรื่อง คนที่มาทำให้ก็เป็นอาจารย์ที่สอนเราเอง มันสอนยาก ในหนังเรามีตำแหน่งบายศรีอาร์ติสต์ด้วย เราว่าเป็นส่วนสำคัญ เขาเชี่ยวชาญศิลปะไทยมาก เรียนในวังชาย เขียนจิตรกรรมไทย แกะสลักไม้ ขณะเดียวกันการทำเครื่องสด มาลัยต่างๆ เขาไม่ได้สอนให้ผู้ชาย เขาสอนในวิทยาลัยหญิง ผู้ชายเข้าไปไม่ได้ เพราะเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นธรรมเนียมโบราณ เขายังรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ ผู้ชายต้องมาเรียนต่อกันหน้าวัง ผู้ชายเรียนแทงหยวก เป็นงานอีกแบบหนึ่ง ต้องแม่นยำเรื่องลายมากโดยการเอามีดเฉือนให้เป็นลายไปเลย ไม่มีการร่าง เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยฝีมือ แต่ที่เรามองว่าเป็นข้อดีที่เราได้เรียนกับน้องผู้ชายคนนี้ เพราะเขาจะได้เรียนศิลปะอย่างอื่นที่ผู้หญิงไม่ได้เรียน เช่น จิตรกรรมไทย เขามีความรู้เรื่องรูปทรงของสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมไทย เขามีความแตกฉาน เช่น shape ต้องมีสัดส่วนเท่าไหร่ ขณะที่ผู้หญิงอาจจะไม่มีตรงนี้ ความสวยในงานของผู้หญิงมันจะเรียบร้อย ร้อยมาลัยก็กลมเป็นความงามที่เกิดจากความเป็นระเบียบ เป็นศิลปะที่มีความขัดเกลา แต่อันนี้ได้เรื่องรูปทรงต่างๆ และมีสายตาของศิลปิน

 

อนุชา (คนผมยาว – ตรงกลางภาพ) ขณะกำกับ ‘มะลิลา’
พอแยกบายศรีอาร์ติสต์ออกมาแล้ว มาทำงานร่วมกับอาร์ตทางโปรดักชั่นยังไง

เราเป็นคนกำหนดอาร์ตไดเรกชั่นกับโปรดักชั่นดีไซน์อยู่แล้วโดยการกำหนดโทนสีแต่ละฉาก ว่าฉากนี้จะมีสีอะไรอยู่บ้าง โดยการกำหนดต้นไม้ว่าสีนี้ ถ้าฉากนั้นมีสีจากต้นไม้ไหนที่ผิดสีก็จะให้ตัดใบไม้นั้นออก เราไม่ตัดต้นไม้ออก แต่จะให้ตัดใบ เพราะใบมันแตกมาใหม่ได้ ใบไหนสีแจ๋นไปก็เอาออก ฉันต้องการให้เป็นสีนี้ แล้วคอสตูมสีนี้ เครื่องสดในฉากดอกไม้ที่ปรากฏในฉากเป็นสีอะไร

หรือบายศรีที่มีสีสันหน่อยก็มองว่าเป็นดอกไม้ที่หาเก็บได้ตามข้างทางเพื่อความสมจริงในฉาก มันมีฉากที่ พิช (โอ อนุชิต) ทำบายศรีให้ เชน (เวียร์ ศุกลวัฒน์) โดยเก็บดอกไม้ตามข้างทาง ดอกไม้ก็ต้องเป็นดอกไม้ที่เก็บได้ ซึ่งไม่ใช่ดอกไม้ที่มีขาย โปรดักชั่นมันจะวุ่นวายมากเพราะต้องไปหาว่าดอกไม้อะไร และต้องให้ตรงสีด้วย แม้กระทั่งดอกที่ร้อยง่ายๆ ช่อเล็กๆ ที่ร้อยกับดอกหญ้าก็ต้องกำหนดว่าหญ้าอะไร เช่น ตอนแรกมองเป็นหญ้าคาเพราะพู่สวย ก็ต้องหาหญ้าคาชนิดที่ออกดอกตรงนี้ และการที่จะบอกให้เด็กพร็อพที่เป็นผู้ชายและไม่รู้ว่าหญ้าคาคืออะไร ให้ไปหาหญ้าคาชนิดนี้มามันก็ยากนะ มันซับซ้อน เราต้องบอกว่าฉันเห็นมันขึ้นริมทางม.เกษตร เธอไปเอามาซิ ก็ต้องไปเก็บหญ้ามาและรักษามันอย่างดีเพื่อเอามาเข้าฉาก และสุดท้ายก็ไม่ได้ใช้หญ้าคา เพราะฝนตกเยอะเกินไป หญ้ามันอ้วน พอร้อยแล้วมันแตก ต้องเปลี่ยนเป็นหญ้าชนิดอื่นที่ขึ้นแถวนั้น ดอกรักจะไปเอาที่ไหน งั้นเอาดอกเล็บมือนางก็ต้องไปหาเล็บมือนางที่เป็นช่อมาเพราะมันเป็นดอกที่ตูมเป็นสีขาว และค่อยๆ แก่เป็นสีม่วง

 

มองจากมุมคนนอกเหมือนไม่ได้เซ็ตนะ เพราะมันมีแต่ต้นไม้ ป่าไม้ และธรรมชาติ

แต่จริงๆ มันจำเพาะเจาะจงมาก อย่างฉากที่พระเดินในป่า ป่าก็มีหลายแบบ เราต้องการป่าโปร่ง ต้นไม้ที่ขึ้นในป่าแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกัน เราบอกไปหาป่ามา เขาส่งมาก็อาจจะทึบไป เราต้องการป่าที่แดดส่องถึง เพราะถ้าแดดส่องถึงตรงพื้นมันก็จะมีหญ้าขึ้น มีรายละเอียดที่นุ่มนวล

 

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือบรรยากาศและกลิ่นที่ทงานกับเรา

หนังเรื่องนี้เราว่ามันว่าด้วย texture อย่าง ‘อนธการ’ มันว่าด้วยเส้นและสี มันมีเส้นแบ่งให้รู้สึกว่าเด็กคนนี้เดินบนขอบอะไรสักอย่าง เป็นคนชายขอบ มีเส้นของกำแพง ของสระว่ายน้ำ สีของน้ำ สีบลูของท้องฟ้า แต่ถ้าอย่าง ‘มะลิลา’ มันไม่ได้เป็นเรื่องของเส้น มันคือเรื่องของ texture หรือใบของต้นไม้ต่างหาก texture ละเอียด หยาบ หรืออ่อนหวาน อย่างต้นดอกรักเป็นต้นไม้ที่เราชอบมาก เราต้องการดงดอกไม้ที่มีสีใบที่เฉพาะของมัน ขณะเดียวกันก็มี texture ที่เป็นดอกเล็กๆ กระจายเป็นสีขาวนุ่มนวล แต่เราก็ต้องการดงดอกไม้ที่มีความรกนิดนึง มีต้นหญ้าแทรกพลิ้วให้เกิดความนุ่มนวล ทำให้เกิดบรรยากาศและกลิ่นเพราะเล่นกับ texture ของดอกไม้ เหมือนเราเอาตัวประกอบใส่ไปในฉาก

 

เรารู้สึกว่าหนังมันมีกลิ่นเฉพาะ และคิดว่าเสียงน่าจะมีส่วนช่วยเยอะมาก

การมิกซ์ฉากฉากหนึ่ง เช่น แมลงวันตอมศพ ก็มิกซ์ละเอียดแมลงวันทีละตัวๆ เลย มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าแมลงวันอยู่ตรงหน้าจริงๆ ไม่ใช่แค่แมลงวัน ใบไม้ด้วย ใบไม้แต่ละชนิดมีเสียงไม่เหมือนกัน เสียงไม้ลั่นเวลาลมพัด เสียงหญ้าโดนลมพัด เสียงใบไม้เวลาลมพัดไม่เหมือนกัน ลมพัดมาแล้วรับกับอารมณ์ของนักแสดง บางอันก็ไม่ตั้งใจนะ เราชอบมาก ซีนที่พิชให้บายศรีกับเชน ให้ปุ๊ปลมก็มาอยู่ข้างหลัง จังหวะที่ให้พอดี แมจิกมาก แล้วเป็นเทคที่เขาเล่นดีด้วย

อันที่จริงเราระบุไม่ได้ว่าพอมาตรงนี้จะให้มีผีเสื้อมาตอม มันบ้าไป เราต้องรักษาความรู้สึกของโลเคชั่นทั้งหมด ถ้ามี มันก็จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ แล้วค่อยมากำกับว่าอันนี้เราไม่เอา ถ้าเราไม่ชอบแมลงตัวนี้ก็ไม่ต้องใส่เสียงให้มัน มันผ่านการกำกับนะ สิ่งที่ปรากฏในฉากนั้น ขึ้นอยู่ว่าเราจะอนุญาตให้มันอยู่ตรงนั้นรึเปล่า

 

หมายเหตุ : ตัดทอนบางส่วนมาจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 184