American Psycho Batman Begins Christian Bale Harsh Times The Dark Knight The Dark Knight Rises The Machinist

คริสเตียน เบล กับบทหลอนหลอกของตัวละครป่วยจิต

Home / Uncategorized / คริสเตียน เบล กับบทหลอนหลอกของตัวละครป่วยจิต

เวลาเราพูดถึง คริสเตียน เบล สิ่งแรกๆ ที่เราจะนึกถึงเขาคือการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาตัวเองได้ราวกับสั้งปั้น ทั้งการลดน้ำหนักจนซูบผอม ก่อนจะเก็บเนื้อเก็บตัวและกลับมาอีกครั้งด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามฟิตเปรี๊ยะสำหรับบทบาทใหม่ๆ และล่าสุดที่ทำให้เราได้อ้าปากค้างกับหน้าตาของพ่อนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ-อเมริกันรายนี้คือ เขาเพิ่งจะรับบทเป็น ดิค เชนีย์ รองประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา ในหนังชีวประวัติ Vice (2018, อดัม แม็กคีย์) ที่นอกจากจะเพิ่มน้ำหนักแล้วยังเปลี่ยนรูปโฉมตัวเองจนแทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกับเบลที่เราเคยรู้จักแม้แต่นิด

หากแต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเบล คือเขามักจะรับบทเป็นตัวละครที่มีอาการป่วยไข้ทางจิตใจอยู่เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นได้จากบทบาทต่อไปนี้ของเขา

 

เบตแมน – American Psycho (2000, แมรี ฮาร์รอน)

หากไม่นับ Empire of the Sun (1987, สตีเวน สปีลเบิร์ก) ที่แจ้งเกิดเจ้าหนูเบลวัย 13 ปีให้โลกได้รู้จัก American Psycho คือหนังลำดับถัดมาที่เบลได้พิสูจน์ฝีมือตัวเองว่าเขาคือนักแสดงแถวหน้าด้วยการรับบทเป็นเบตแมน ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ดูเหมือนชีวิตจะเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์สุดหรูที่เบตแมนมั่นใจว่าไม่มีใครมาเทียบเคียงเขาได้อย่างแน่นอน

เบตแมนนับเป็นบทบาทที่เบลกระหายจะแสดงอย่างมาก ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เขาไม่เคยปฏิเสธว่าเขาไขว่คว้าหาบทนี้จนถึงขั้นโทรศัพท์ไปบอกทีมงานและเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ว่าบทชายหนุ่มผู้นิยมความสมบูรณ์แบบนี้ต้องเป็นของเขาเท่านั้น “มีคนบอกมาเหมือนกันว่าทีมงานมีคนอื่นในใจอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังยึดติดกับบทนี้เหมือนไอ้บ้า” เบลเล่า “พวกเขาบอกว่ามี ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ไว้ในใจตลอดเวลา แต่ผมก็ยังฝึกตัวเองสำหรับบทอยู่อย่างนั้น ออกกำลังกาย เตรียมตัวอย่างดี คนรอบตัวเป็นห่วงผมที่หันกลับไปจ้องหน้าพวกเขาเพื่อจะบอกว่า ‘ฟังนะ ผมจะแสดงในเรื่องนี้ให้ได้!” แล้วทุกคนมองกลับมาที่ผมด้วยสายตาแบบสงสาร ตอบกลับมาว่า ‘คริสเตียน เสียใจด้วยนะแต่นายไม่ได้รับเลือกว่ะ นายทำอะไรของนายอยู่วะ'” หากแต่ในที่สุด ดิคาปริโอก็เป็นอันถอนตัวไปจากบทนี้ และเป็นเหตุให้ทีมแคสติ้งต้องหานักแสดงคนอื่นๆ มาเสียบแทน

“แล้วลีโอก็ปฏิเสธบทนี้ไป ตอนนั้นแหละที่ทีมแคสติ้งเริ่มมองหานักแสดงคนอื่น พวกเขาถามว่า ‘เฮ้ย ไอ้เบื๊อกจอมคลั่งที่เราเห็นเมื่อเดือนก่อนมันยังอยู่ไหมวะ’ แล้วก็มีคนตอบว่า ‘ไอ้หอกนั่นยังเตรียมพร้อมสำหรับบทนี้อยู่เลย มันไม่รับเล่นหนังเรื่องอื่นด้วยซ้ำว่ะ!’ นั่นแหละ พวกเขาเลยติดต่อผมมาอีกที”

บทของเบตแมนนั้นข้ามขั้นจากการเป็นหนุ่มพนักงานออฟฟิศผู้มีรสนิยมสุดหรูและหมดจด ไปสู่การเป็น ‘คนคลั่ง’ ผู้ป่วยจิต และเบลถ่ายทอดความสติแตกของตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง จนเราเห็นความเป็นคนหลงตัวเองของเบตแมน อารมณ์กระสันความสมบูรณ์แบบซึ่งไม่มีอยู่จริงจนนำไปสู่การทำลายล้างคนที่มีส่วนทำให้ชีวิตของเขาด่างพร้อยแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ความป่วยไข้ทางจิตใจของเบตแมนจะท้อนออกมาผ่านการหมกมุ่นมองตัวเองในกระจกเงา โหยหาเรือนร่างอันเพอร์เฟ็กต์ (อย่างไรก็ดี บทนี้เรียกร้องให้เบลออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อรีดไขมันออก และเขาบอกว่า เขานั้นเกลียดการออกกำลังกายเข้าไส้เลย) และความบ้าคลั่งที่ทำให้เขาต้องออกล่าเหยื่ออันนำไปสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

 

เรซนิค – The Machinist (2004, แบรด แอนเดอร์สัน)

“ไม่รู้เหมือนกันว่าทางเทคนิคแล้วอาการซึมเศร้าของผมมันอยู่ในระดับไหน หรือต้องเรียกยังไง แต่มันอยู่กับผม เพื่อนและครอบครัวของผมต่างระแวดระวังความผิดปกติบางอย่าง ผมเคยนั่งจ้องผนังเปล่าๆ อยู่นานเป็นชั่วโมง คิดหาทางไปหยิบจับอาชีพอื่น

“และนั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้ดำดิ่งไปกับบทบาทใน The Machinist มากนัก ตัวหนังมันอาจไม่ได้เนี้ยบมากขนาดนั้นและมันก็ไม่ใช่หนังที่บันเทิงสำหรับทุกคนด้วย แต่หนังเรื่องนี้มันทำให้ผมไปอยู่ในที่ที่ผมควรอยู่ และลากผมออกไปจากเรื่องราวในสมองของตัวเองได้”

เบลให้สัมภาษณ์ถึงการรับบทเป็นเรซนิค ช่างคุมเครื่องจักรที่ป่วยด้วยโรคนอนไม่หลับจนร่างกายผ่ายผอมผิดปกติ และพร้อมกันนั้น เขาเริ่มเก็บเนื้อเก็บตัว มองเห็นภาพหลอนที่นำพาความเปราะบางมาสู่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโสเภณีและสาวเสิร์ฟที่เขาสนิทด้วย และนี่นับเป็นบทที่ถูกกล่าวถึงในวงกว้างทันทีที่ปล่อยตัวอย่างออกมา เบลในสภาพผอมเห็นโครงกระดูก เบ้าตาลึกโหลกลายเป็นที่พูดถึงอย่างรวดเร็วทันที ด้วยส่วนสูง 183 เซนติเมตร เบลลดน้ำหนักจาก 73 กิโลกรัมเหลือเพียง 49 กิโลกรัมเท่านั้น (!!!) ด้วยการกินแต่ทูน่าและแอปเปิลเป็นเวลาแรมเดือน และสูบบุหรี่อย่างหนักเพื่อตัดอาการอยากอาหาร และด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ ประกอบกับการแสดงอันน่าเหลือเชื่อของเบล เราจึงได้เห็นตัวละครอย่างเรซนิคค่อยๆ พังทลายลงช้าๆ ภายใต้ความป่วยไข้ทางจิตใจอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากอดีตของเขานั่นเอง

 

แบตแมน – Batman Begins (2005, คริสโตเฟอร์ โนแลน)

และหากว่าการลดน้ำหนักอย่างบ้าระห่ำเพื่อแสดงใน The Machinist จะทำให้เราเหวอแตกกันไม่พอ เบลพร้อมจะทำให้เราทึ่งอีกครั้งเมื่อเขามารับบท บรูซ เวย์น หรือแบตแมน อัศวินรัตติกาลแห่งจักรวาลดีซี เขาก็กลับมาพร้อมร่างกายฟิตเปรี๊ยะ โดยโนแลนบอกเขาว่า “ไปทำไงก็ได้ให้ตัวใหญ่สุดเท่าที่นายจะใหญ่ได้” เบลหายไปหกเดือนและกลับมาพร้อมน้ำหนัก 99 กิโลกรัมสมใจโนแลน (จนเพื่อนแซวว่าเดี๋ยวก็ได้กลายเป็น Fatman จนได้หรอก) ก่อนจะรีดไขมันออกจนเหลือน้ำหนักเพียง 80 กิโลกรัมเพื่อมารับบทนี้

บทของเวย์นนั้นแท้จริงแล้วมีปมขนาดเขื่องทางจิตใจอยู่ไม่แพ้ตัวละครก่อนหน้า และดูเหมือนว่าเบลจะสังเกตเห็นเรื่องนี้เหมือนกัน “ใครก็ตามที่อยู่ๆ แต่งตัวเป็นค้างคาว ผมว่าเขาคงมีปัญหาอะไรสักอย่างนะ

“ผมติดต่อทีมงานไปเอง เพราะได้ข่าวมาว่ากำลังมีการถ่ายทำหนังแบตแมนที่ไม่ได้เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กๆ ซึ่งทำให้ผมสนใจมากๆ คือผมชอบหนังแบตแมนนะแต่ไม่ได้เป็นแฟนอะไรขนาดนั้น ไม่เคยดูเวอร์ชั่นที่ฉายทางโทรทัศน์ด้วย แต่เคยอ่านกราฟิกโนเวลอยู่ เรื่องมันทั้งดำมืดและน่าสนใจมากๆ”

ความมืดมนทางจิตใจของตัวละครแบตแมนนี้สะท้อนผ่านการที่เขาเป็นโรคกลัวค้างคาวอย่างหนักจากการถูกฝูงค้างคาวโถมเข้าใส่ในถ้ำเมื่อสมัยยังเด็ก และอาการกลัวนี้ก็ฝังใจเขาอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้การ ‘ก้าวข้าม’ ความกลัวนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของหนัง เมื่อเวย์นตัดสินใจใช้ค้างคาวที่เขาเคยเกลียดกลัวหนักหนามาเป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในคราบแบตแมน อัศวินที่คอยพิทักษ์เมือง

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวเวย์นยังมีปมจากการที่เห็นพ่อแม่ถูกฆาตกรรมต่อหน้า และฝังใจอยากกำจัดเหล่าร้ายให้สิ้นไปจากเมือง หากแต่เขาเป็นเพียงคนธรรมดา (ที่รวย) ทางเลือกของเขาจึงไม่ใช่การใช้พลังวิเศษ หากแต่เป็นการฝึกฝนร่างกายและจิตใจตัวเองจนแข็งแกร่ง และการก้าวข้ามความหวาดกลัวต่อค้างคาวเองก็เช่นกัน ซึ่งเบลถ่ายทอดบทบาทนี้ผ่านหนังอีกสองภาคต่อซึ่งกำกับโดยโนแลนอย่าง The Dark Knight (2008) และ The Dark Knight Rises (2012)

 

เดวิด – Harsh Times (2005, เดวิด เอเยอร์)

เบลรับบทเป็นเดวิด อดีตทหารผ่านศึกที่ยังถูกเหตุการณ์เลวร้ายจากสงครามตามหลอน และโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาใช้ชีวิตที่เหลือหลังรอดจากสงครามอยู่ในวังวนของการใช้กำลังและความรุนแรงอันเกินต้าน ด้วยการถ่ายทอดของเบล แม้เดวิดจะดูเป็นชายเถื่อนผู้ลุ่มหลงในการใช้กำลัง แต่ด้านหนึ่งมันย่อมสะท้อนความเปราะบางของคนที่ถูกสงครามทำร้ายจิตวิญญาณจนพินาศ และแสดงออกผ่านบุคลิกเย็นชานิ่งเนิบที่เหมือนระเบิดเวลาพร้อมทำลายล้างทุกเมื่อของเดวิด

บทนี้เป็นบทที่เบลชอบใจมาก เขาเคยพบกับเอเยอร์สมัยที่ไปแคสติ้งหนัง Training Day (2001, แอนโธนี ฟูกัว) ซึ่งเอเยอร์เป็นคนเขียนบท และแม้เบลจะพลาดบทนำในหนังให้ อีธาน ฮอว์ค หากแต่เอเยอร์ก็ชอบใจเขามากๆ ถึงขั้นส่งบทร่างแรกของ Harsh Times ให้เบลได้อ่าน ซึ่งเบลชอบบทนี้มากจนเอเยอร์ให้สัญญาว่าหากมันได้สร้างเป็นหนังจริงๆ เขาจะมอบบทเดวิดให้เบลแสดง ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าทำได้อย่างที่สัญญาจริงๆ