Beauty and The Beast

หลากเวอร์ชั่นของ Beauty And The Beast เนื้อแท้ของสัตว์ที่ครองรักกับมนุษย์

Home / Uncategorized / หลากเวอร์ชั่นของ Beauty And The Beast เนื้อแท้ของสัตว์ที่ครองรักกับมนุษย์

‘พ่อค้าม่ายอาศัยอยู่ในบ้านกับลูกๆ 12 คน เป็นชายหกคนและหญิงหกคน เขาสิ้นเนื้อประดาตัวจากเหตุเรืออับปางที่ทำให้สินค้าของเขาจมดิ่งลงก้นมหาสมุทร ลูกๆ ทั้งหมดจึงต้องแออัดกันอยู่ในบ้านซ่อมซอหลังเล็กๆ มีเพียง เบลล์ ลูกสาวคนสุดท้ายซึ่งหน้าตาสวยที่สุดของครอบครัวเท่านั้นที่อดทนไม่ปริปากบ่นกับเรื่องนี้’

คุ้นๆ กับตัวละครและเรื่องราวเหล่านี้บ้างไหม… ถ้ายัง นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลำดับถัดไป

‘วันหนึ่ง พ่อค้าจำต้องออกเดินทางไกลเพื่อไปหารายได้ ลูกสาวคนโตขอเสื้อผ้า เครื่องประดับและสิ่งสวยงาม มีเพียงเบลล์เท่านั้นที่ขอให้เขาเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย และหากจะมีอะไรติดมือมาก็ขอเพียงกุหลาบสักดอกก็พอ หากระหว่างเดินทาง พ่อค้าพลัดหลงออกนอกเส้นทางจนเดินไปเจอปราสาทงามหลังหนึ่งที่มีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เขากินจนท้องอิ่ม นอนพัก ตื่นมาเห็นกุหลาบงามจึงเด็ดกลับไปฝากลูกสาวคนเล็ก หากแต่นั่นนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ เมื่ออสูรกายปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว โทษฐานที่บังอาจมาขโมยสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของเขา พ่อค้าวิงวอนให้อสูรปล่อยเขาไปเพราะเขาไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่อยากนำดอกไม้ไปให้ลูกสาวเท่านั้น

‘อสูรได้ฟังก็ยินยอมในเงื่อนไข ให้อิสรภาพและไม่ลงมือสังหาร แต่ต้องแลกกันกับการที่พ่อค้าต้องพาลูกสาวคนหนึ่งกลับมายังปราสาทแทน…’

เท่านี้ก็อาจทำให้หลายคนคุ้นๆ กับเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะมันคือต้นกำเนิดของ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร หรือ Beauty And The Beast นิทานขึ้นชื่อที่ถูกดิสนีย์นำมาขยายเป็นแอนิเมชั่นที่ครองในคนไปทั่วทั้งโลกเมื่อปี 1991 ว่าด้วย เบลล์ หญิงสาวที่ยอมตกเป็นตัวประกันในปราสาทของ บีสต์ อสูรร่างใหญ่อารมณ์ร้ายที่ถูกสาปให้อยู่ในร่างสัตว์ประหลาดจากพฤติกรรมเกเรในอดีตจนกว่าเขาจะได้เจอรักแท้ ก่อนที่ทั้งสองจะค่อยๆ เรียนรู้กันและกันและครองรักจนคำสาปนั้นสลายไป

แต่เวอร์ชั่นดั้งเดิมดังที่เราเล่าไปในย่อหน้าแรกนั้นเขียนขึ้นโดย กาเบรียล-ซูซานนา บาร์โบต์ เดอ วีลล์เนิฟ นักเขียนชาวฝรั่งเศสและตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1740 โดยดั้งเดิมแล้ว หลังเบลล์เดินทางมายังปราสาทท่ามกลางเสียงคัดค้านของพี่ชายทั้งสามที่จะลงมือสังหารอสูรให้ เธอมีชีวิตที่สงบเงียบในปราสาทโดดเดี่ยวแห่งนั้น และกจะฝันถึงชายหนุ่มที่ไม่เคยเจอหน้าอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งได้ขอเดินทางกลับไปหาพ่อที่บ้าน อสูรยินยอมแต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องกลับมาภายในสองเดือน แต่เมื่อเวลาผ่านพ้น เบลล์ตามใจคนในครอบครัวที่รั้งให้เธออยู่ต่อยืดยาว จนเมื่อเธอกลับไปก็พบว่าอสูรได้ตรอมใจเสียแล้ว เบลล์พยายามยื้อชีวิตอสูรจนฟื้นและในคืนนั้น เขาได้กลายร่างเป็นชายที่เธอฝันถึงทุกคืนในปราสาทแห่งนี้ และได้ครองรักร่วมกันอย่างเป็นสุข

นักวิจารณ์หลายคนออกความเห็นว่า โดยแท้จริงแล้วใจกลางของเรื่อง Beauty And The Beast คือการเล่าถึง “สัตว์ที่ครองรักกับมนุษย์” ซึ่งอยู่ในนิทานพื้นบ้านทั่วโลก และในเวลาต่อมามันได้ถูกปรับแต่งอีกหลายเวอร์ชั่น แต่ที่โด่งดังที่สุดคือเวอร์ชั่นนิทานเด็กของ ฌ็อง-มารีย์ เลอปร็องซ์ เดอ เบอมูต์ ที่ปรับเรื่องให้เหมาะกับการเป็นนิทานมากขึ้น จนในเวลาต่อมา มันได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1964 กำกับโดย ฌ็อง ค็อกตู และในเวลานี้มันได้ถูกจดจำในฐานะหนังคลาสสิกของฝรั่งเศสไปแล้ว

และเวอร์ชั่นที่โด่งดังอย่างเป็นสากลมากๆ คือเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นของดิสนีย์ในปี 1991 กำกับโดย แกรี เทราส์เดล และ เคิร์ก ไวส์ สองคู่หูที่ในเวลาต่อมาหวนมากำกับด้วยกันอีกครั้งใน The Hunchback of Notre Dame (1996) โดยโปรเจ็กต์โฉมงามกับเจ้าชายอสูรนี้งอกขึ้นในค่ายดิสนีย์เนิ่นนานหลายสิบปีแต่ไม่เคยถูกสร้างเนื่องจากทีมงานยังง่วนอยู่กับการสร้างแอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ จนเมื่อเวลาสุกงอม พวกเขาก็หยิบเอาพล็อตนี้มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง สวมเรื่องราวเทพนิยายและเจ้าชายเจ้าหญิงลงไป พร้อมกับบทเพลงไพเราะจนคว้ารางวัลเพลงประกอบแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากออสการ์มาครอง

อีกทศวรรษต่อมา มันยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นอย่าง Beastly (2011, แดเนียล บรานซ์) ด้วยการให้อสูรเป็นเด็กหนุ่มไฮสกูลหัวรุนแรงที่ต้องสาปจนรอสาวน้อยมาพบรัก ก่อนจะถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในชื่อเดิมเมื่อปี 2014 โดยเป็นหนังร่วมทุนสร้างฝรั่งเศส-เยอรมนีที่ทำให้เรื่องราวของอสูรและโฉมงามได้รับการบอกเล่าจากบ้านเกิดอีกครั้ง

Beauty and the Beast หรือ La belle et la bête (2014) กำกับโดย คริสตอฟ ก็องส์ คนทำหนังชาวฝรั่งเศสที่พาเรื่องราวหวนกลับไปใกล้เคียงต้นฉบับให้มากที่สุด หน้าหนังดูดาร์คและดิบตั้งแต่นักแสดงที่ได้ แวนซองต์ กัสเซล นักแสดงหนุ่มที่มักปรากฏตัวในบทดิบเถื่อนกับ เลอา เซย์ดู ในบทเบลล์ และความดิบของมันนั้นไม่ได้อยู่แค่เพียงธีมหนัง บรรยากาศหรือสองนักแสดงนำเท่านั้น หากแต่มันยังมาจากก็องส์เองที่หลงใหลในความดำมืดของมนุษย์และเคยสะท้อนประเด็นนี้มาแล้วใน Silent Hill (2006)

แล้วจากนั้น ดิสนีย์ก็ได้นำเทพนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งในปี 2017 ความโดดเด่นของมันไม่ได้อยู่ที่การตีความใหม่แต่อย่างใด แต่กลับเป็นการสร้างหนังขึ้นมาเพื่อเคารพเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นปี 1991 ล้วนๆ มันจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของความฟุ้งและเทพนิยายเหนือจริงแบบที่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ก่อนหน้าไม่ได้มอบให้