Batman Begins Christopher Nolan David Goyer Man of Steel

ซูเปอร์ฮีโร่ที่(ยัง)เป็นมนุษย์ของ เดวิด เอส โกเยอร์ มือเขียนบทหนังแห่งจักรวาลดีซี

Home / Uncategorized / ซูเปอร์ฮีโร่ที่(ยัง)เป็นมนุษย์ของ เดวิด เอส โกเยอร์ มือเขียนบทหนังแห่งจักรวาลดีซี

ในอุตสาหกรรมหนังที่เรื่องราวอันว่าด้วยการต่อสู้ของซูเปอร์ฮีโร่มากมายอย่างทุกวันนี้ เกือบทุกเรื่องล้วนดัดแปลงมาจากหนังสือคอมิกที่เคยตีพิมพ์ในยุคก่อนๆ ทั้งจากฝั่งดีซีและมาร์เวล แน่นอนว่ามันผ่านการปูเนื้อเรื่องจากเจ้าของโครงเรื่องเดิมมาอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังออกแบบจักรวาลที่ทางต่างๆ ของเหล่ายอดมนุษย์ผ่านเรื่องราวต่างๆ เสียจนเราอดคิดไม่ได้ว่า การนำเรื่องราวเหล่านี้มาสร้างเป็นบทหนังมันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เมื่อหนังซูเปอร์ฮีโร่หลายต่อหลายเรื่องได้พิสูจน์แล้วว่า หากปราศจากการดัดแปลงบทที่เฉียบขาดและแข็งแรง มันก็จะเป็นแต่เพียงภาพยนตร์ยอดมนุษย์ที่อ่อนยวบและไร้เหตุผล ไร้ทิศทางเสียจนไม่น่าสนใจ การหยิบจับและดัดแปลงเอาเรื่องของผู้คนในคอมิก มาถ่ายทอดบนจอภาพยนตร์นั้นจึงต้องอาศัยศิลปะการเล่าเรื่องอย่างหนักหน่วงไม่แพ้หนังในตระกูลอื่นๆ และคนเขียนบทอย่าง เดวิด โกเยอร์ ก็เป็นหนึ่งในคนเขียนบทไม่กี่คนที่รู้ซึ้งถึงความยากเย็นเช่นนี้ดี

หลายคนอาจจำชื่อโกเยอร์จากการเป็นคนเขียนบทมือทองในหนังแฟรนไชส์ Batman ของผู้กำกับดัง คริสโตเฟอร์ โนแลน ทั้งสามภาคอันได้แก่ Batman Begins (2005), The Dark Knight (2008) และ The Dark Knight Rises (2012) เรื่อยมาจน Man of Steel (2013, แซ็ค ชไนเดอร์) และ Batman v Superman: Dawn of Justice (2016, ชไนเดอร์)

“การได้มาเขียนบท Batman Begins คือหนึ่งในเรื่องที่ผมภูมิใจที่สุด รู้สึกเหมือนเราได้เปลี่ยนโฉมหน้าของหนังที่สร้างจากหนังสือคอมิกไปเลย” โกเยอร์กล่าว ย้อนกลับไปหลายปีก่อนหน้า เขาแจ้งเกิดจาก Dusted บทหนังเรื่องแรกในชีวิตของโกเยอร์ที่เขาลงมือเขียนและขายได้ในวัยเพียง 22 ปี มันถูกพัฒนากลายเป็นหนังแอ็กชั่น-ธริลเลอร์นาม Death Warrant (1990, เดอเรน ซาราเฟียน) ที่นำแสดงโดยเจ้าพ่อหนังบู๊แห่งซีกโลกตะวันตกอย่าง ฌ็อง-คล็อด แวน แดมม์ ซึ่งนับเป็นการประเดิมอาชีพคนเขียนบทได้งดงามไม่น้อยเมื่อหนังทำเงินจนมันเป็นใบเบิกทางให้โกเยอร์ได้เขียนบทหนังดังเรื่องต่อๆ มาอย่าง Dark City (1998, อเล็กซ์ โพรยาส) และ Blade (1998, สตีเฟน นอร์ริงตัน) จนกล่าวได้ว่า หนังแอ็กชั่นทำเงินยุค 90 นั้น ส่วนหนึ่งล้วนผ่านมือการเขียนบทของโกเยอร์นี่เอง

อย่างไรก็ตาม เราอาจกล่าวได้ว่า Blade คือหนังเรื่องแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้โกเยอร์ได้ดัดแปลงคอมิกมาทำเป็นบทภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม “Blade มันแหกกฎการทำหนังแอ็กชั่นในยุคนั้นไปเลย มันบ้าระห่ำมากๆ” โกเยอร์ระลึกความหลัง “จำได้ว่าตอนนั้นการจะดัดแปลงคอมิกมาเป็นหนังในฮอลลีวูดนี่ มีแต่คนเชื่อกันว่าดัดแปลงได้แต่เรื่องของซูเปอร์ฮีโร่ตัวท็อปๆ เท่านั้นแหละ อย่างซูเปอร์แมน, แบตแมน, สไปเดอร์แมนอะไรแบบนั้น แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าเราก็สร้างหนังจากซูเปอร์ฮีโร่ระดับรองลงมาได้เหมือนกัน อย่างเรื่อง Blade นี่ทำเงินไปเป็นพันล้านเหรียญฯ เลยนะครับ”

แล้วนั่นจึงตามมาด้วย Batman Begins ที่การประสานมือกันกับโนแลนและโกเยอร์ได้ดึงเอามิติอันเป็นมนุษย์ของยอดมนุษย์ค้างคาวและมหาเศรษฐี บรูซ เวย์น (คริสเตียน เบล) ออกมาอย่างถึงแก่น แบตแมนของโนแลนและโกเยอร์ไม่ใช่แค่เจ็บปวดได้ร้องไห้เป็น แต่เขายังเป็นยอดมนุษย์ที่ต้องเผชิญสภาวะทางศีลธรรมอย่างหนักหน่วง บวกรวมกันกับเส้นเรื่องซับซ้อนที่ส่งให้หนังเป็นมากกว่าหนังแอ็กชั่นทั่วไป โกเยอร์เขียนบท Batman Begins แบบไม่เรียงลำดับเหตุการณ์ ซึ่งผสานกันกับความต้องการของโนแลนที่นิยมชมชอบการเล่าเรื่องที่เส้นแบ่งทางเวลาพร่าเลือนอยู่ก่อนแล้ว (ดังที่ปรากฏในหนังหลายๆ เรื่องของเขาอย่างการจัดเรียงลำดับเวลาอันบ้าระห่ำของชายความจำเสื่อมใน Memento หรือเหลื่อมเวลาบนบก, ในทะเลและท้องฟ้าของเหล่านายทหารจาก Dunkirk) ซึ่งโกเยอร์ดึงเอาทักษะการเขียนบทโทรทัศน์สมัยขวบปีแรกๆ ที่เขาเข้าทำงานในอาชีพนี้มาใช้ ผสานกันกับงานกำกับอันแสนจะเป็นเอกลักษณ์ของโนแลน จนส่งให้แฟรนไชส์เรื่องนี้กลายเป็นหนังจากค่ายดีซีที่คนดูหลายคนรักมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

และนั่นนำมาซึ่งการร่วมงานกับโนแลนและจักรวาลดีซีอีกครั้งใน Man of Steel ยอดบุรุษเหล็กที่ถูกจับตาอย่างมาก ในฐานะที่โนแลนเป็นโปรดิวเซอร์และได้ผู้กำกับบ้าพลังอย่างชไนเดอร์มากุมบังเหียน แถมยังเป็นซูเปอร์แมนคนแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่รับบทโดยนักแสดงชาวอังกฤษอย่าง เฮนรี คาวิลล์ อีกต่างหาก

“ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะได้มาเขียนบทหนังซูเปอร์แมน” โกเยอร์ว่า “แต่คิดว่าหนทางเดียวที่จะเอาชนะตัวเองที่เคยเขียนบทของแบตแมนมาแล้ว คือการเขียนเรื่องราวของซูเปอร์แมนซึ่งเป็นเสมือนคุณปู่เจนสนามของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่นี่แหละ!”

เงื่อนไขสำคัญของการเขียนบท Man Of Steel นั้นส่วนหนึ่งอยู่ที่ความแข็งแกร่งระดับแทบจะไร้แรงต้านทานของซูเปอร์แมน และอะไรจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์เหล็กผู้นี้ได้ดีไปกว่าคนที่มาจากดาวคริปตันต้นกำเนิดยอดมนุษย์อย่าง ซ็อด (ไมเคิล แชนนอน) กันล่ะ! และนั่นคือโครงเรื่องหลวมๆ ที่โกเยอร์คิดไว้ในโมงยามที่คลาร์ค เคนต์ รู้ถึงก้นบึ้งตัวตนที่แท้จริงของเขา “เราอยากให้อันตรายครั้งนี้มันยิ่งใหญ่และสำคัญมากพอจนคุกคามโลกทั้งใบได้ แต่มันต้องไม่ใช่แค่มากับยานอวกาศ เพราะซ็อดมีสัมพันธ์อันดีกับ จอร์-เอล (รัสเซลล์ โครว) พ่อจากดาวคริสตันของเคนต์ด้วย และสำหรับผม ซ็อดไม่ได้เป็นตัวร้ายนะ แต่เขาเป็นศัตรู เป้าหมายของเขามันเกิดขึ้นตรงกันข้ามกับเคนต์ ถ้าคุณมองจากมุมของซ็อดก็คงสงสัยว่าแล้วเขาทำอะไรผิดล่ะ

“ถ้าเราเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วต้องไปอยู่อาศัยบนดาวเคราะห์ที่พร้อมทำลายเผ่าพันธุ์ของเรา หรือเราต้องเข้าไปแทนที่ชนพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนแล้ว ก็คงต้องพูดแบบซ็อดว่าเสียใจด้วยนะพวก เรายึดที่นี่ไว้แล้วว่ะ และจากมุมของซ็อด เขาคือวีรบุรุษแท้ๆ เลยล่ะ เขาจึงแปลกใจอย่างมากที่คา-เอลไม่เห็นดีเห็นงามกับแผนนี้ แถมเขาก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนร้ายด้วย”

Man Of Steel จึงเป็นหนังที่ผสมผสานความบ้าพลังของการเป็นหนังแอ็กชั่นของซูเปอร์ฮีโร่ และผสมผสานความดราม่าจากชะตากรรมเศร้าของคลาร์ค เคนต์ และโกเยอร์ยังทิ้งเอกลักษณ์จากการเขียนบทของเขาไว้ นั่นคือที่ทางของวายร้ายอันแสนซับซ้อนและมีหัวใจ

“สิ่งที่คริสกับผมพยายามเสมอมาในแฟรนไชส์ Batman -โดยเฉพาะกับตัวละคร ราส์ อัล กูล (เลียม นีสัน)- นั่นคือพยายามสร้างตัวร้ายที่ไม่ได้มาเพื่อร้ายเฉยๆ พวกเขาน่าสนใจ สิ่งที่ซ็อดพูดก็ดูมีเหตุผลในมุมของเขา สิ่งที่ราส์ อัล กูลพูด ก็ดูมีเหตุผลในมุมของเขาอีกเหมือนกัน แต่เรื่องของเรื่องคือสิ่งที่พวกเขาทำมันสุดโต่งเสียเหลือเกินก็เท่านั้น”